รู้ไว้ใช่ว่า 🤔 มัดรวม 7 ข้อควรรู้ก่อนเริ่ม 'ฝึกงาน' เพื่อเตรียมพร้อม 'ความฟิต' ก่อนพิชิตงานจริง

PAGE 2/2
» »
สิ่งนี้บอกเลยว่าสำคัญม้ากกกกกกกกกกก ซึ่งสิ่งนี้ก็คือการทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้วเสมอนั่นเองจ้า คือเราต้องเข้าใจก่อนว่าการทำงานกับการเรียนมันไม่เหมือนกัน การทำงานบางครั้งมันอาจจะใช้ทฤษฎีหรือสิ่งที่เราเรียนตามหนังสือ ฟังอาจารย์สอนมาตลอดไม่ได้ ในการทำงานมันมีปัจจัยต่าง ๆ เยอะมากที่ทำให้เราต้องแก้ไขปัญหาที่คาดไม่ถึงเยอะพอสมควร ดังนั้นเนี่ย ถ้าพี่ ๆ ที่ฝึกงานเขาสอนอะไร บอกอะไรก็รับฟังแล้วก็นำมาแก้ไข อย่าคิดว่าเราเก่งแล้ว เรารู้ดีกว่าเขาเลยเน้อ อย่าลืมว่าเขาเจอประสบการณ์มากกว่าเรา บางคำแนะนำเนี่ยเราฟังเขาแล้วนำมาปรับปรุงก็จะมีแต่ผลดีกับเรานะคะ อันนี้พูดถึงในกรณีการสอนหรือเตือนที่ดีนะคะ ถ้าเขามีอคติหรือหาเรื่องด่าเราละก็แจ้งอาจารย์ที่ปรึกษาหรือแจ้ง HR ก็ดีน้า จะได้หาทางแก้ปัญหากันเนอะ อดทนไปอาจจะทำให้เสียสุขภาพจิตได้นะคะ มีอะไรที่หนักเกินไปอย่าแบกไว้คนเดียวน้า ♥

 

ทำความรู้จักกับเพื่อน ๆ หรือพี่ ๆ ที่ฝึกงาน

เคยได้ยินคำว่า ' คอนเนคชัน ( Connection ) ' กันไหมคะ บอกเลยว่าไม่ใช่แค่ในรั้วมหาลัยนะคะที่เราจะต้องสานสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ แต่ในองค์กรที่เราไปฝึกงานเนี่ย บอกเลยว่าการทำความรู้จักกับเพื่อน ๆ ที่มาฝึกงานด้วยกันหรือพี่ ๆ ที่บริษัท คือมันช่วยเรื่องคอนเนคชันได้เยอะม้ากกกก เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมเนอะ ยิ่งเราไปทำความรู้จักกับคนนั้นคนนี้มากขึ้น เราก็มีโอกาสที่จะรู้จักอะไร ๆ มากขึ้น เช่น เพื่อนที่ฝึกงานของเรามีรุ่นพี่ที่สนิทกัน ทำงานด้านที่เราสนใจ เราก็อาจจะขอช่องทางติดต่อเพื่อไปขอคำแนะนำอะไรแบบนี้ได้ หรือไม่แน่เราอาจจะได้ข้อเสนองานดี ๆ จากเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่ฝึกงานก็ได้นะคะ บางคนอาจจะไม่ถนัดการเข้าหาใครเท่าไหร่ แต่ลองเริ่มบทสนทนาดูนะคะ เผื่อมันจะมีอะไรดีขึ้น ไม่แน่อาจจะคุยถูกคอแล้วก็ได้คอนเนคชันไปแบบงง ๆ ก็ได้นะ :-D

 

กล้าถามเมื่อรู้สึกสงสัยหรือไม่เข้าใจ

มีหลายคนเลยที่เป็นคนขี้อาย สงสัยอะไรก็ไม่กล้าถาม ยอมทำงานไปจนสุดท้ายก็อาจจะโดนดุกลับมา แต่จะดีกว่าไหมน้อ ถ้าเราใจกล้าที่จะถามนั่นถามนี่กับพี่ ๆ ต้องบอกไว้ตรงนี้เลยนะคะ ถ้าพี่ ๆ ที่ทำงานน่ารักและหวังดีอยากให้เราได้ประสบการณ์ ยังไงเขาก็ตอบ เขาก็ช่วยเหลือเราแน่นอนค่ะ ใจสู้เข้าไว้ มันอาจจะยากสำหรับคนที่ขี้อายหรือไม่กล้าพอ แต่ถ้าเราลองทำสิ่งที่ไม่เคยลองทำสักครั้ง ผลลัพธ์มันอาจจะดีกว่าที่คิดก็ได้ จริงม้า? ลองถามดูก่อนนะคะ ถ้าพี่คนนี้ถามไม่ได้ มันก็ต้องมีอีกคนแหละที่พอจะถามได้ตอบได้ ซึ่งการถามพวกนี้ก็จะช่วยให้เราเข้าใจงานมากขึ้น ได้ความรู้มากขึ้นด้วย เรื่องพวกนี้ก็อาจจะนำมาปรับปรุงและใช้ในการทำงานในอนาคตหรือการเรียนของเราได้ด้วยนะเออ ลองไปทำตามกันดูน้า :-)

 

เต็มที่กับงานและการใช้ชีวิตฝึกงาน

อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ข้อแรก ๆ ว่าเราควรรู้ขอบเขตงานของเราใช่ม้า? แต่ถ้ามีงานหรืพี่ที่บริษัทขอความช่วยเหลือให้ไปทำอะไรนอกเหนือขอบเขตของเรา แบบที่เราสะดวกไปทำเพราะงานส่วนที่ต้องรับผิดชอบเสร็จแล้ว หรือการเข้าไปช่วยไม่ได้กระทบกับงานหลักของเรา อยากให้ทุกคนลองไปทำกันนะคะ เราอาจจะได้ประสบการณ์เพิ่มด้วย ไม่แน่อาจจะเจอสิ่งที่ชอบมากขึ้นหรือถนัดเพิ่มขึ้นด้วยนะคะ อะไรที่เต็มที่ได้ก็เต็มที่ไปเลยค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าเอาเรื่องงานมาคิดเยอะ วันหยุดก็ยังต้องมาปั่นงานหามรุ่งหามค่ำ อะไรแบบนี้ไม่ใช่การเต็มที่กับงานแล้วน้า อันนี้ต้องมาดูว่างานที่เขาให้มามันมากไปหรือเราแบ่งเวลาไม่ดีรึเปล่าด้วย ถ้าเป็นอย่างหลังแก้ที่ตัวเองได้ แต่อย่างแรกอาจจะต้องลองคุยกับพี่เขาดูน้าว่ามันเยอะเกินไป เราทำไม่ทัน เราทำไม่ไหว ถ้าเขาเข้าใจยังไงก็จะต้องหาตรงกลางให้เราทำงานต่อได้แน่นอนค่า ♥

 
✯✯✯✯✯✯✯✯✯✯✯✯✯✯✯✯✯
 
อะ! ครบจบ 7 พื้นฐานเรื่องควรรู้ก่อนไปฝึกงานกันแล้ววว ~ เป็นยังไงกันบ้างเอ่ย? ได้รู้แนวทางเพิ่มกันไปพอสมควรเลยใช่ม้า? แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวทุกคนเองด้วยน้า ว่าจะทำให้การฝึกงานของเราออกมาเป็นยังไง เชื่อว่ามันไม่ง่ายแน่นอน เพราการทำงานกับชีวิตการเรียนมันแตกต่างกันมาก เรียกได้ว่าหน้ามือเป็นหลังมือเลยล่ะ แต่ไม่ต้องกังวลกันเกินไปน้า ทุกคนเก่งอยู่แล้ว ทำได้แน่นอน! มั่นใจกันเข้าไว้นะคะ ที่สำคัญคืออย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครเลยด้วยเน้อ ยิ่งเราทำก็จะยิ่งบั่นทอนจิตใจเราเองด้วย สู้ ๆ นะคะทุกคน ขอให้ทุกคนที่กำลังจะฝึกงานผ่านพ้นมันไปได้ด้วย A ทุกคนเล้ย สาธุ~

วันนี้เวลาหมด หมดเวลาแล้วเจอกันใหม่ในบทความหน้านะคะ บ๊ายบาย > 3 < 

กิจกรรม SistaCafe