นิยายเรื่องในดวงมานบทที่24
Articles entertain
เอนเตอร์เทนเมนต์

[นิยาย] ในดวงมาน...♥ ( บทที่ 24 )

[โรแมนติก-ดราม่า]
เรื่องราวความรัก และวิถีชีวิตของหญิงสาวทั้งเจ็ดคน ที่ต่างล้วนเกี่ยวเนื่องผูกพันกันอย่างน่าประหลาด
ท่ามกลางความเป็นไปในสังคมที่หลากหลาย และต่างชนชั้น โดยมีพวกเธอเป็นศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น✶


» » - - »
Sistacafe button sharefb
Down
 
 

 

*~บทที่ 24~*

   แสงไฟสีแดง และสีฟ้าจากด้านบนหลังคาของรถพยาบาล และรถตำรวจกระพริบถี่สลับกันไปมาที่หน้าบ้านของนันทวดีตอนย่ำรุ่ง หญิงสาวก้าวออกมาจากเคหะสถานพร้อมกับร่างไร้วิญญาณของสามีที่บัดนี้ถูกคลุมร่างด้วยผ้าดิบสีขาว และหลับใหลอย่างสนิทโดยปราศจากลมหายใจอยู่บนเปลที่เจ้าหน้าที่ช่วยกันหามออกมา


   แพทย์นิติเวช และฝ่ายพิสูจน์หลักฐานให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า โชติวุฒิเสียชีวิตเนื่องจากอาการแพ้สารบางชนิดอย่างรุนแรง จนขาดอากาศหายใจ และจากหลักฐานประกอบรอบๆ ตัว พบว่า บนโต๊ะรับประทานอาหารมีจานเปล่า และเศษเค้กกระจัดกระจายอยู่ไปทั่ว ซึ่งเศษเค้กที่เกลื่อนกลาดอยู่นั้นเป็นชิ้นเดียวกันกับที่พบอยู่ในช่องปาก และที่ลิ้นของเขา สันนิษฐานได้ว่า เขาอาจรับประทานเค้กที่อยู่ในจานนั้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะสิ้นใจ ซึ่งบางทีในเค้กชิ้นนั้นอาจมีสารอะไรบางอย่างที่ส่งผลให้เป็นอันตราย และถึงแก่ชีวิต

“ นี่พวกคุณกำลังจะบอกว่า มีคนวางยาฆ่าสามีของฉันอย่างนั้นเหรอ ?? ” นันทวดีร้องถามตำรวจทั้งสองนายที่ให้ข้อมูลแก่เธอ

“ เราไม่ได้ต้องการที่จะสรุปอย่างนั้นหรอกนะครับ เพียงแต่ว่า ด้วยหลักฐาน และผลชันสูตรเบื้องต้น เราจึงสรุปออกมาได้ตามนั้น แต่หลังจากนี้ทางเราจะต้องขอความร่วมมือ และขออนุญาตจากญาติผู้เสียชีวิตเพื่อทำเรื่องขอนำศพไปผ่าพิสูจน์อีกทีว่า สารชนิดใดกันแน่ที่ทำให้เขาเสียชีวิต และในเศษเค้กเหล่านั้นมีสารที่ก่อให้เกิดอันตรายเจือปนหรือไม่ ว่าแต่...พอจะทราบไหมครับว่า ใครเป็นคนนำเค้กชิ้นนั้นมาให้เขารับประทาน ? ” นายตำรวจคนหนึ่งถามขึ้น


สีหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนไป ดูเหมือนว่า หลักฐานทั้งหมดจะชี้นำมาที่เธอ เธอรวบรวมสติ แล้วค่อยๆ พูด

“ ฉ...ฉันเองค่ะ เค้กนั้นเป็นเค้กจากร้านของฉัน...ฉันเอามาให้เขา แต่ฉันไม่ได้เป็นคนวางยาฆ่าเขานะคะ!! ” เธอกล่าวปฏิเสธ

เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองนายมองหน้ากัน และหันกลับมามองเธอผู้เป็นภรรยาของผู้ตาย ก่อนที่จะขอนำตัวเธอเพื่อไปสอบปากคำเพิ่มเติมต่อยังโรงพัก


   จิตติมาวิ่งเข้ามาภายในรั้วบ้านของเพื่อนสนิทด้วยหน้าตาตื่นหลังจากที่ทราบเรื่อง ศพของโชติวุฒิที่คลุมผ้าอย่างมิดชิดถูกหามผ่านหน้าของเธอไป เพื่อนำขึ้นรถไปเก็บไว้ยังโรงพยาบาล รอจนกว่าการทำเรื่องขออนุญาตผ่าชันสูตรจะถูกอนุมัติ หญิงสาวสลดใจระคนสังเวช ก่อนที่จะเบือนหน้าออกมาจากภาพนั้น เธอรู้สึกได้ถึงความสงสาร เมื่อเพื่อนสาวของเธอตรงรี่เข้ามาหา

   นันทวดีสวมกอดจิตติมาทันทีที่พบกัน บัดนี้หญิงสาวได้ตกพุ่มหม้ายอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอเล่ารื่องที่เกิดขึ้นให้เพื่อนของเธอฟัง รวมไปถึงเรื่องที่เธอตกเป็นผู้ต้องสงสัยในเหตุฆาตกรรมสามีตนเอง


   ผู้ช่วยสาวได้แต่ปลอบใจเพื่อนสนิท และพยายามที่จะไม่คิดโทษโชคชะตาใดๆ ที่ทำให้ชีวิตเพื่อนของเธอเป็นแบบนี้

“ แม่ของคุณโชติคงต้องเกลียดฉันแน่ๆ ที่ฉันเป็นต้นเหตุให้ลูกของเขาตาย ” นันทวดีสะอื้นไห้

“ แม่ของคุณโชติ ก็เป็นย่าของลูกเธอ...เขาจะเกลียดแม่ผู้ให้กำเนิดหลานของเขาได้อย่างไร เขารักหลานของเขาจะตาย ” จิตติมาพูดปลอบ

“ ฉันไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วเจี๊ยบ...ฉันสูญเสียสามีไม่พอ นี่ฉันจะต้องเป็นผู้ต้องหาฆ่าสามีตนเองด้วยเหรอ ?? ” นันทวดีร้องไห้

“ มันอาจจะไม่ได้แย่อย่างนั้นก็ได้แนน มันต้องมีหนทางสิ... ” จิตติมากล่าวเสริมพลางครุ่นคิด


“ ทางเจ้าหน้าที่เขาบอกต้องผ่าชันสูตร ถึงจะรู้สาเหตุที่แท้จริง...แต่...แต่ฉัน ” นันทวดีระร่ำระลัก

“ ทำไมแนน...มันมีอะไร ? ” จิตติมาร้องถาม พลางสงสัย

“ ถ...ถ้าสาเหตุมันเกิดจากคัพเค้กของร้านฉันจริงๆ ขึ้นมาล่ะ!! ฉันกลัวว่า ร้านของฉัน...จะต้องถูกปิด... ” เธอร้องไห้ออกมา

“ โธ่!!! แนน... ” จิตติมาลำบากใจ เธอกอดเพื่อนสาวแน่นขึ้น เพราะไม่อยากให้เพื่อนของเธอสูญเสียอะไรมากไปกว่านี้…


    แสงแฟลชจากกล้องขนาดใหญ่ของผู้สื่อข่าวหลายๆ สำนัก ต่างกระพริบสาดแสงสีขาวเข้ามากระทบกับใบหน้าของนันทวดี หลังจากที่เธอเข้าให้การกับตำรวจที่โรงพักเสร็จเรียบร้อยแล้วในช่วงสาย หญิงสาวสวมแว่นกันแดดสีดำเข้มเหมือนกับสีชุดที่ใส่ไว้ทุกข์ให้สามี อีกทั้งเพื่ออำพรางดวงตาแดงก่ำที่เกิดจากความเศร้าเสียใจ จิตติมาอยู่ในชุดสีครีมขาว พลางเดินขนาบข้างเธอไว้เพื่อให้กำลังใจ โดยมีนายตำรวจอีกสามนายคอยกันผู้สื่อข่าวให้ช่วยหลีกทางแก่สองสาวจากทางด้านหน้า

“ แนน!!! มันเกิดอะไรขึ้น ?!! ” เสียงของหญิงสาวที่ดูมีอายุแผดขึ้นมาจากทางด้านหน้า ปะทะเข้ากับแก้วหูของหญิงสาวทั้งสอง และเหล่าสื่อมวลชนที่รายล้อมอยู่ตรงนั้น

“ คุณแม่... ” นันทวดีกล่าวขึ้นด้วยเสียงเบาๆ เธอตกใจที่เห็น ช่อฉัตร ผู้เป็นแม่สามีของเธอดักรอเธออยู่ด้านหน้าโรงพัก


   สาวใหญ่ที่มีลักษณะจมูกงองุ้มราวกับเหยี่ยวเช่นเดียวกับลูกชาย สวมชุดสีดำ และเกล้าผมมวย เธอก้าวพรวดพราดเข้ามาตรงที่ลูกสะใภ้ยืนอยู่ราวกับจะเอาเรื่อง โชคยังดีที่นายตำรวจทั้งสามคอยกันเธอเอาไว้

“ แกฆ่าลูกฉัน!!! แกใส่อะไรลงในเค้กให้ลูกฉันกิน...แก!! นางฆาตกร!! ” ช่อฉัตรโวยวายเสียงดัง พลางทำท่าจะแทรกนายตำรวจทั้งสามที่คอยคุ้มกันอยู่ เพื่อเข้าไปทุบตีนันทวดีด้วยความโกรธแค้น

   แม้ว่า เหตุการณ์ชุลมุนที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น แม่หม้ายสาวจะไม่ได้รับการกระทบกระเทือนทางด้านร่างกายจากแม่สามีแต่อย่างใด แต่สิ่งที่สาวใหญ่กล่าวออกมาต่อว่าเธอนั้น รวมถึงการเอาร้านคัพเค้กของเธอมาเป็นสาเหตุการตายของลูกชาย กลับทำร้ายเธออย่างแสบสันต์ยิ่งกว่าการที่โดนตบหน้าสักร้อยฉาด เมื่อสื่อมวลชนจากหลายๆ สำนักที่มาทำข่าวอยู่นั้นต่างหยิบยกประเด็นที่ว่านี้ขึ้นมาเขียนข่าว และใส่สีกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งในไม่ช้ามันก็แพร่กระจายไปในทุกๆ ช่องทาง จนเป็นประเด็นเด็ดที่ว่า เค้กมรณะคร่าชีวิต


   แม้ในเวลาต่อมา สาเหตุการเสียชีวิตของโชติวุฒิจะถูกผ่าชันสูตร และยืนยันจากทางนิติเวชแล้วว่า เขาตายด้วยโรคประจำตัว ไม่ใช่เพราะสารบางอย่าง หรือยาพิษที่เจือปนอยู่ในเค้กอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ จนถึงขนาดตั้งฉายาให้นันทวดีเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ว่า แม่หม้ายดำ สุดท้ายฉายานี้ก็ถูกลบทิ้งไปด้วยความกระจ่าง แต่ทว่าร้านคัพเค้กของเธอกลับไม่เป็นเช่นนั้น


   รุ่งเช้าพนักงานทั้งหมดของร้านเดย์ลี่ วิท คัพเค้กส์ ต่างขอลาออกกันแทบทั้งสิ้น เหตุเพราะรับไม่ได้ในชื่อเสียงของร้านที่ถูกกล่าวขานในด้านลบเช่นนี้ แม่หม้ายสาวกอดเพื่อนสนิทของเธอ และร่ำไห้ออกมาในงานศพของผู้เป็นสามีที่จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายในเย็นวันนั้น ท่ามกลางบรรดาแขกเหรื่อ เครือญาติ และเพื่อนๆ ของเขา แม้ว่า ช่อฉัตรจะไม่ถือสาเอาความอะไรกับเธออีกแล้ว แต่นันทวดีก็ยังร้องไห้อยู่อย่างนั้นจนเธอแทบจะไม่มีน้ำตาให้กับการสูญเสียมากมายที่เพิ่งเกิดขึ้น จิตติมายอมลางานเพื่อที่จะอยู่กับเธอ โดยเป็นธุระคอยช่วยเหลือ และจัดการเรื่องต่างๆ ให้

“ ฉันไม่เหลืออะไรแล้วเจี๊ยบ...ฉันไม่เหลืออะไรแล้ว!!! ” นันทวดีฟูมฟายพลางกอดเพื่อนสาวอยู่ในงาน ทางด้านหน้าโลงศพของสามี ท่ามกลางความรู้สึกสังเวชใจแก่แขกเหรื่อที่พบเห็น

จิตติมามองดูผู้คนเหล่านั้นที่จ้องมองมา พลางรีบปลอบโยนเพื่อนสาวเพื่อให้หยุดร้อง


“ ใครว่าล่ะ!!...เธอยังมีเจ้าตัวเล็ก ยังมีฉัน ยังมีคนอื่นๆ ในครอบครัวที่ยังอยู่เคียงข้าง ถึงแม้คุณโชติจะไม่อยู่แล้วก็ตาม แต่ฉันเชื่อว่า เขายังคงเฝ้ามองเธออยู่ที่ไหนสักแห่งแน่นอน ” ผู้ช่วยสาวพูดเพื่อทำให้เพื่อนของเธอรู้สึกดี

“ คืนนั้น...เขายังสัญญากับฉันอยู่เลยเจี๊ยบ...ว่าเขาจะรักฉัน จะมีฉันเพียงคนเดียว...แต่ทำไม ทำไมเขาต้องมาด่วนทิ้งฉันไป!!! ” หญิงสาวร้องไห้หนักขึ้น เมื่อเล่าย้อนถึงช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุ

“ แนน...คิดเสียว่า เธอกับเขาทำบุญด้วยกันมาเพียงเท่านี้ดีกว่า อย่างน้อยเธอก็ยังมีลูกที่เป็นตัวแทนของเขา ให้เธอได้ดูแล ” จิตติมาปลอบประโลม หญิงสาวรู้โดยทันทีว่า มันสายไปเสียแล้วกับโอกาสของโชติวุฒิ แต่ถึงอย่างนั้นเธอเองก็สงสารเพื่อนสนิทของเธอจับใจมากกว่าใดๆ ทั้งหมด


   สำหรับโชติวุฒิคำว่า โอกาส อาจจะไม่มีแล้วสำหรับคนอย่างเขา และจิตติมาเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ตัวของเธอจะมีโอกาสที่จะกลับมาแก้ไขสิ่งที่เคยทำผิดพลาดไว้กับคนๆ หนึ่งได้อีกไหม ??


   ในวันนั้นอัศนัยลงมาจากเชียงใหม่ เพื่อมาร่วมงานศพน้องเขย ชายหนุ่มปรากฏกายขึ้นที่ด้านหน้าศาลาวัดพร้อมกับพ่อและแม่ เขาเดินเข้ามาทักทายน้องสาว นันทวดีโผเข้ากอดบุพการีทั้งสาม และร้องไห้หนักขึ้น พ่อ และพี่ชายของเธอต่างช่วยกันปลอบโยน และขอให้เธอปล่อยวาง ส่วนแม่ของเธอนั้นถึงกับยอมไม่ได้ที่ทราบข่าวว่า ช่อฉัตรจะเข้าทำร้ายเธอ แต่หญิงสาวกลับขอร้องให้แม่ของเธออย่าถือสาหาความ เพราะสิ่งที่แม่สามีของเธอตั้งใจจะทำนั้น เกิดจากอารมณ์ที่โกรธแค้น แต่ตอนนี้ทุกอย่างได้กระจ่าง และคลี่คลายแล้ว นันทวดีจึงขอร้องให้แม่ของเธอไม่เอาเรื่อง เพราะอย่างน้อยสาวใหญ่ก็ได้ชื่อว่า เป็นย่าของลูกเธอ


   หลังจากที่ได้พูดคุย และปลอบโยนหม้ายสาวแล้ว อัศนัย และครอบครัวก็เดินมาที่บริเวณด้านหน้าเพื่อทำการเคารพศพ จิตติมานั่งอยู่ตรงนั้นเพื่อทำการต้อนรับ หญิงสาวมองดูเขา แล้วส่งยิ้มให้เป็นเชิงทักทาย เธอจุดธูป และยื่นให้แก่คนทั้งสาม อัศนัยรับมา แล้วยิ้มกลับให้เป็นมารยาทโดยไม่กล่าวคำทักทายใดๆ แก่เธอเลย เมื่อเห็นเช่นนั้นหญิงสาวกลับยิ่งรู้สึกใจหาย และรู้สึกผิดมากยิ่งขึ้น ราวกับว่า ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าไม่เหลือเยื่อใยอะไรต่อเธออีกแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาคงทำใจ และคงยอมคุยกับเธอทางโทรศัพท์เพื่อรับฟังปัญหาของนันทวดีเท่านั้น หากเป็นไปได้เธออยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น ในวันที่เธอได้ตัดสินใจปฏิเสธความรักของเขา เพียงเพราะปล่อยให้เมฆหมอกแห่งความหลงใหลเข้ามาบดบังตา ณ ตอนนี้เธออยากจะกล่าวคำว่า ขอโทษ และอธิบายเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากวันนั้นให้เขาฟัง แต่ด้วยช่วงเวลาที่กระชั้นชิด และแขกเหรื่อที่เริ่มทยอยกันมา ทำให้เธอไม่มี โอกาส ที่จะได้พูดคุยอะไรกับเขาเลยแม้แต่สักคำเดียว


   ความรู้สึกตะขิดตะขวงใจเวียนว่ายอยู่ภายในตัวจิตติมามากยิ่งขึ้น คืนนั้นหลังจากที่พระสวดอภิธรรมศพเสร็จแล้ว หญิงสาวก็ยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยอะไรกับอัศนัยเลย ทั้งๆ ที่เขาและเธอก็นั่งกันอยู่ไม่ไกล เธอมองดูเขาด้วยสายตาที่ค่อนข้างอาลัย และรู้สึกได้ว่า โอกาสที่เธอจะได้ปรับความเข้าใจแก่เขาเริ่มน้อยลงทุกที


   จิตติมาเก็บแก้วน้ำที่บรรดาแขกเหรื่อทั้งหลายได้ดื่มทิ้งไว้ใส่ลงในถาด ก่อนที่จะเดินออกไปยังด้านหลัง เพื่อให้คนงานเตรียมล้าง แต่ทว่าเมื่อเดินไปถึงด้านหลังของศาลาวัดเธอกลับไม่พบใคร หนำซ้ำบริเวณนั้นยังเงียบ และวังเวงอย่างบอกไม่ถูก แม้ว่า จะมีแสงสว่างจากหลอดไฟบนเพดานก็ยังไม่สามารถหยุดความหนาวสะท้านจากทางด้านหลังของเธอได้ เธอพยายามข่มใจไม่ให้กลัวที่จะก้าวเท้าต่อไปข้างหน้า ทว่ากลับมีแมวดำกระโดดลงมาจากด้านข้าง แล้วประชันหน้ากับเธอพอดี หญิงสาวเริ่มรู้สึกกลัวอย่างเห็นได้ชัด และเริ่มจินตนาการไปไกลถึงเรื่องแมวดำที่กระโดดข้ามโลงศพในสมัยเด็กๆ ที่ผู้เฒ่าผู้แก่ชอบเล่าเพื่อหลอกลูกหลาน ด้วยความตกใจกลัว เธอจึงตัดสินใจรีบหันหลังกลับ และด้วยความไม่ระมัดระวังเธอดันเผลอชนอัศนัยเข้า ทำให้แก้วน้ำทั้งหลายที่อยู่ในถาดร่วงหล่นลงมา และแตกกระจัดกระจายเสียงดัง!!!

“ พี่อัศ...เจี๊ยบ...เจี๊ยบขอโทษ!! ” หญิงสาวหน้าตาตื่น เมื่อรู้ว่า เธอเผลอชนพี่ชายของเพื่อนสนิท เธอรีบก้มลงเก็บเศษแก้ว และด้วยความไม่ระวังเศษแก้วก็บาดเข้าที่นิ้วของเธอ

“ เจี๊ยบ...ใจเย็นๆ ดูสิเลือดไหลเลย... ” ชายหนุ่มก้มลงข้างๆ เธอ พร้อมกับประคองมือของเธอขึ้นมา พลางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋า

“ คือ เจี๊ยบ...แค่จะเอาแก้วมาเก็บน่ะค่ะ ” เธอว่า พลางมองดูเขาที่เอาผ้าซับเลือดให้

“ พี่แค่สงสัยว่า เราเดินมาด้านหลังทำไม เลยตามมาดู...ด้านหลังมันค่อนข้างเปลี่ยวนะ ” เขาพูด


หญิงสาวนั่งนิ่ง และรับรู้ได้ถึงความเป็นห่วงเป็นใยที่เขามี

“ เราไปนั่งในศาลาก่อนดีกว่า เดี๋ยวตรงนี้พี่จัดการเก็บกวาดเอง ” เขาบอก

“ ไม่เป็นไรค่ะ!! เจี๊ยบไม่อยากให้พี่อัศอยู่คนเดียว... ” หญิงสาวพูดออกมา

อัศนัยมองหหน้าเธอ และรับรู้ได้ถึงความรู้สึกบางอย่างในคำพูดนั้น

“ ...ใครว่า พี่อยู่คนเดียว พี่อยู่กับเจ้าเหมียวนั่นต่างหาก ” เขาพูด พลางชะเง้อหน้าไปทางแมวดำตัวนั้น ที่บัดนี้มันกำลังนั่งเลียอุ้งเท้าตนเอง

หญิงสาวหันกลับมามองมัน แล้วจึงพูดขึ้น “ ก็เพราะมันนั่นแหละค่ะ...ที่ทำให้เจี๊ยบกลัว ” เธอว่า


ชายหนุ่มแค่นหัวเราะออกมา ก่อนที่จะปล่อยมือที่ประคองมือเธอไว้ แล้วเริ่มเก็บเศษแก้วอย่างระมัดระวัง

หญิงสาวลุกขึ้น แล้วมองดูเขา จากนั้นเธอจึงค่อยๆ กล่าวคำที่เธอต้องการจะพูดออกมา

“ คือเจี๊ยบ...ขอโทษนะคะ ” เธอพูด

“ ไม่เป็นไร...พี่เก็บให้ ดูสิ...เป็นแผลไปนิ้วหนึ่งยังไม่พออีกหรือไง ?? ” เขาว่า

“ ไม่ใช่ค่ะ...คือเจี๊ยบหมายถึง เจี๊ยบขอโทษเรื่องวันนั้น...ที่เจี๊ยบพูดจาไม่ดีกับพี่ ” หญิงสาวกล่าวออกมาในที่สุด

ชายหนุ่มนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนที่จะกล่าวอะไรออกมา “ ช่างมันเถอะ เรื่องมันแล้วไปแล้ว พี่เข้าใจ... ”

“ เจี๊ยบเลิกกับคุณยุทธแล้วค่ะ เขากำลังจะแต่งงานกับคุณซีรี ” เธอบอก

“ เรื่องนั้นพี่ก็รู้แล้วเหมือนกัน ” อัศนัยพูด

“ พี่อัศรู้เหรอคะ ?? ” หญิงสาวทำหน้าสงสัย


“ ดาราดังขนาดนั้น ถ้าจะแต่งงานก็คงปิดไม่อยู่หรอก ” ชายหนุ่มอธิบาย

หญิงสาวหวนนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น และจดจำได้ว่า ภายในงานมีสื่อมวลชนแห่แหนมากันมากมายขนาดไหน

“ ว่าแต่เราเถอะ...เป็นอย่างไรบ้างเมื่อรู้เรื่อง ??? ” ชายหนุ่มถาม

หญิงสาวนั่งนิ่ง ก่อนที่จะตอบออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเป็นปกติที่สุด

“ เจี๊ยบ...พยายามที่จะไม่เจอเขาน่ะค่ะ อย่างวันนี้เจี๊ยบก็ลางาน ” เธอบอก

ชายหนุ่มไม่แปลกใจเท่าไหร่ในการกระทำของหญิงสาว แต่เขาก็กลัวเธอจะเสียการเสียงาน เพราะนั่นก็ไม่ใช่การกระทำที่เหมาะสม…


“ ทำไมเราไม่ลองคิดหางานใหม่ดูล่ะ ?? ” อัศนัยถามขึ้น

หญิงสาวมองหน้าเขา และทอดถอนใจราวกับคิดไม่ตก พลันน้ำตาก็ไหลออกมาหลังจากที่พยายามรั้งมันเอาไว้

“ พี่อัศทราบใช่ไหมคะว่า...เจี๊ยบอยากทำงานด้านนี้มาก...เจี๊ยบต้องส่งใบสมัครเยอะขนาดไหนกว่าจะมาลงตัวได้ที่บริษัทนี้... ” เธอว่า

“ ...อีกอย่าง...ถ้าจะให้ลาออก ตัวของเจี๊ยบเองก็มีประสบการณ์ไม่มากพอ ที่จะเอาไปสมัครงานที่บริษัทใหม่ การที่เข้าทำงานที่นี่ได้ ถือว่า เป็นโชคของเจี๊ยบจริงๆ ” ผู้ช่วยสาวอธิบาย พลางนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในวันแรกที่ยุทธรับเธอเข้าทำงาน ถึงแม้มันจะผ่านมาเป็นเวลาเกือบเดือนแล้ว แต่เธอก็ยังรู้สึกเหมือนกับว่า มันเพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อวาน

อัศนัยมองหน้าจิตติมาพลางพยักหน้าเชิงเข้าใจ ก่อนที่เขาจะพูดขึ้น


“ พี่เข้าใจ และพี่ก็ดีใจที่เราได้ทำงานที่นี่ แต่ถ้าขืนเรายังเป็นอย่างนี้ สักวันเจ้านายเราก็ต้องเชิญเราออกอยู่ดี บางทีหน้าที่มันก็ไม่ได้สัมพันธ์กับหัวใจหรอกนะ สุดท้ายแล้วตัวเราต่างหากที่จะต้องเป็นคนกำหนดเองว่า เราจะเลือกเดินในหนทางไหน สักวันหนึ่งเราอาจจะทำใจได้เรื่องเขา แต่พี่ก็ไม่รู้ว่า เราจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ ”

จิตติมาก้มหน้า และใคร่ครวญในสิ่งที่ชายหนุ่มพูด

อัศนัยลุกขึ้น แล้วเดินตรงเข้าหาหญิงสาว พลางจับมือของเธอที่พันด้วยผ้าของเขาไว้

“ คิดดูดีๆ นะ มันคือ ชีวิตของเรา...ทางเดินของเรา ” เขาพูด


   จิตติมามองหน้าเขา และรับรู้ได้ว่า ภายในดวงตาอ่อนโยนคู่นั้น เหมือนกับมีบางอย่างแฝงอยู่ บางอย่างที่บอกกับเธอว่า เขาเข้าใจความรู้สึกของเธอดี และรับรู้ได้ว่า ตอนนี้เธอก็ยังมีเยื่อใยให้กับเจ้านายของเธออยู่ แต่ทว่าหากมองลึกลงไป ภายในดวงตาที่เข้าใจในความรู้สึกของเธอคู่นั้น เขายังต้องการที่จะบอกอะไรที่มากกว่า นั่นคือ เขายังรอการกลับมาของเธอ เพียงแต่ว่า เธอต้องลองเปิดใจให้เขาบ้าง

“ พี่กับแนนคุยกันว่า หลังจากงานศพโชติวุฒิแล้ว จะเดินทางไปอยู่เชียงใหม่ด้วยกัน ไปเริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่ที่นั่น เราล่ะ...อยากไปที่นั่นด้วยกันไหม ?? ” อัศนัยร้องถาม

หญิงสาวมองหน้าเขา พลางส่งสายตาลังเล ทั้งหมดนี้มันเกินความคาดหมายของเธอมากนัก

“ จ...เจี๊ยบ ยังให้คำตอบไม่ได้หรอกค่ะ เจี๊ยบยังไม่ได้คิด ยังไม่ได้วางแผนอะไรเลย ” เธอว่า พลางค่อยๆ แกะมือออกจากเขา…


++++++++++++++++++++++++++++++


   แม้ว่า หมอกควันแห่งความหลงใหลที่บังตาเธออยู่จะค่อยๆ จางหายไปพร้อมๆ กับความโศกเศร้า และเสียใจ แต่ทว่ารุ่งเช้าวันใหม่หญิงสาวก็ยังไม่รู้ในชะตากรรมที่จะเกิดขึ้น เมื่อเธอต้องพบเจอกับทะเลหมอกระลอกใหม่ โดยเธอจะต้องทำใจ และบอกกับตนเองให้เข้มแข็งไว้ยามเมื่อพบเจอเขา

“ สวัสดีค่ะ...คุณยุทธ ” หญิงสาวกล่าวทักทายผู้เป็นนายด้วยท่าทียิ้มแย้ม หลังจากที่เห็นเขาเดินเข้ามาในห้อง

ยุทธมองดูเธอด้วยท่าทางสงสัย เพราะหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น เขาแทบจะไม่ได้เห็นรอยยิ้มอย่างนี้ของเธออีกเลย

“ ส...สวัสดีครับ...วันนี้คุณมาแต่เช้าเชียว ” ชายหนุ่มว่า พลางวางกระเป๋าที่ถืออยู่ลงบนโต๊ะ

“ ฉันรีบมาเคลียร์งานที่ค้างอยู่น่ะค่ะ เพราะหลายวันมานี้ฉันมาทำงานสาย และบางวันก็มีลาหยุดด้วย ” เธออธิบาย

“ ค...ครับ ” ชายหนุ่มตะกุกตะกัก เพราะเขาเองก็รู้สึกผิด และไม่รู้ว่า จะเริ่มต้นพูดกับเธออย่างไร แต่อย่างน้อยเขาก็พอใจขึ้นมาบ้างที่เห็นเธอหายโกรธ

“ และอีกอย่าง ฉันอยากจะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยที่ดีของคุณเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่คุณจะมีผู้ช่วยคนใหม่เข้ามาแทน ” เธอกล่าวถึงสิ่งที่คิดใคร่ครวญอยู่ทั้งคืนออกมาในที่สุด


“ ม...หมายความว่าไงนะครับ ?? ” ชายหนุ่มสะอึก

“ อย่างที่ฉันพูดนั่นแหละค่ะ...ฉันมาคิดทบทวนดูแล้ว บางทีหน้าที่มันก็ไม่ได้สัมพันธ์กับหัวใจ และในเมื่อฉันยังรู้สึกดีกับคุณอยู่ ฉันก็คงจะต้องเป็นฝ่ายที่จะต้องไปจากคุณ ” จิตติมาพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบ แต่น้ำตากลับคลอเต็มเบ้า

“ ผ...ผมเสียใจ...ผมเองก็ไม่อยากให้เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นหรอกครับ ” ชายหนุ่มอธิบาย

“ เพราะเหตุนี้ยังไงล่ะคะ ฉันถึงต้องแจ้งกับคุณ ฉันคงไม่สามารถอยู่เพื่อเป็นผู้ช่วยของคุณอีกต่อไปได้ ถึงแม้ว่า ฉันจะ รัก หน้าที่นี้มากแค่ไหนก็ตาม ” เธอพูด แล้วฉีกยิ้ม

“ ผมรู้อยู่แล้วว่า วันนี้ต้องมาถึง...คุณไม่ไปไม่ได้เหรอ ?? ผมให้คุณไปทำตำแหน่งอื่นก็ได้นะ!! ” ชายหนุ่มว่า

“ อย่าทำให้ฉันลำบากใจเลยค่ะ...คุณกำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่...ในชีวิตคู่ ส่วนฉันก็ควรที่จะออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ของฉันบ้างเหมือนกัน ขอให้คุณมีความสุขนะคะ ” เธอกล่าวอวยพร


ยุทธมองดูเธอ แล้วขยี้ตาเบาๆ ราวกับว่า มีน้ำใสๆ ติดอยู่ในดวงตาข้างนั้น ก่อนที่เขาจะกล่าวเปลี่ยนเรื่อง เพื่อทำทีชวนเธอให้ไปงานเลี้ยงที่โรงแรมของลุงเขาอีกครั้งเพื่อเป็นการส่งท้าย

“ เย็นนี้ที่โรงแรมของคุณลุงมีงานเลี้ยงส่งต่อธุรกิจให้ผม ผมอยากให้คุณไปร่วมงานนั้น ” เขาเชิญชวน

“ อย่าดีกว่าค่ะ...ฉันยังรู้สึกขยาดกับงานเลี้ยงล่าสุดที่ได้ไปไม่หาย เอาเป็นว่า ขอแสดงความยินดีล่วงหน้านะคะ ” หญิงสาวอวยพรเจ้านายเธออีกครั้ง

“ ขอบคุณนะครับ...สำหรับทุกๆ อย่าง...คงอีกนานที่ผมจะหาผู้ช่วยที่เก่งได้เหมือนคุณ ” ยุทธกล่าวขอบคุณเธอเป็นการทิ้งท้าย เขาส่งยิ้มให้ และเริ่มต้นลงมือทำงานที่อยู่บนโต๊ะในเช้าวันนั้น


   บัดนี้เมฆหมอกที่บดบังดวงตาของจิตติมาได้มลายหายสิ้นไปหมดแล้ว นั่นคงเป็นเพราะแสงสว่างที่ชี้นำเธอจากดวงตาอันอ่อนโยนของอัศนัยที่สาดส่องให้เธอได้เห็นทาง และเปิดใจยอมรับความเป็นไปในสิ่งที่เกิดมากยิ่งขึ้น หญิงสาวยิ้มออกมาให้กับการตัดสินใจในครั้งนี้ของเธอ...ชีวิตใหม่อย่างนั้นเหรอ ??? สิ่งนี้กระมังที่คงจะเป็น โอกาส ที่เธอได้รับ…


   ในช่วงเย็นวันนั้น หลังจากการร่วมงานกันครั้งสุดท้ายของจิตติมา และยุทธสิ้นสุดลง ชายหนุ่มขับเคลื่อนรถยนต์สีน้ำตาลคันเก่งของเขาไปบนท้องถนนเพื่อมุ่งหน้าไปยังงานเลี้ยงที่โรงแรมของอมรวิสุทธิ์ตามที่เขาได้ถูกนัดหมายไว้

   เหมือนเช่นทุกครั้งที่โรงแรมนี้จัดงาน หรือมีกิจกรรมอะไรที่พิเศษ ก็จะคลาคล่ำไปด้วยสื่อมวลชนจากหลายๆ แขนง ทั้งจากโทรทัศน์ สำนักพิมพ์ และแหล่งข่าวออนไลน์ต่างๆ ที่สำคัญ นั่นก็เพราะว่า อมรวิสุทธิ์ผู้เป็นเจ้าของโรงแรมนั้นเป็นหุ้นส่วนรายใหญ่ของสื่อมวลชนจากหลายๆ สำนัก เขาประสบความสำเร็จในธุรกิจโรงแรมนี้ได้ก็เพราะสื่อเหล่านี้คอยให้ความช่วยเหลือ และหนุนหลัง อีกทั้งเขายังอาศัยความเด่นดังของศิลปินที่เขาเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ผลักดันให้เข้าประกวดอีกด้วย และครั้งนี้หนุ่มใหญ่หัวการค้าอย่างอมรวิสุทธิ์ก็จะสร้างปรากฏการณ์ความฮือฮาอีกครั้งกับการส่งมอบกิจการให้ทายาทของเขาเป็นผู้ดูแล หรืออีกนัยน์หนึ่งคือ ทายาทโดยนิตินัยที่เขาได้แต่งตั้งเพื่อดูแลกิจการร่วมกันกับทายาทโดยพฤตินัยของเขา


   อมรวิสุทธิ์มองดูงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยสีสันจากแสงไฟ และผู้คนที่เริ่มทยอยกันมาเป็นสักขีพยานจากทางด้านบนหน้าต่างชั้นสูงสุดของโรงแรม ครั้งนี้เขาจัดงานเลี้ยงขึ้นที่ลานโล่งใหญ่ใกล้กับสระว่ายน้ำ มีทั้งวงดนตรีบิ๊กแบนด์ ศิลปินมากหน้าหลายตาที่ขึ้นมาผลัดเปลี่ยนกันขับร้องให้ความบันเทิงแก่แขกเหรื่อ อีกทั้งยังมีอาหารคาวหวาน และเครื่องดื่มอีกมากรองรับผู้ที่มาร่วมงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งหลาย และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ เหล่าสื่อมวลชน หนุ่มใหญ่กำมือที่ถือกล่องใส่บางอย่างไว้แน่น ในขณะที่มองดูแขกผู้มีเกียรติทั้งหลายขับรถมาเยือนอาณาจักรของเขา ซึ่งเขารู้อยู่เต็มอกว่า ภายใต้กล่องกำมะหยี่สีเงินขนาดเล็กที่เขากำไว้อยู่นี้จะทำให้ทุกคนที่มาร่วมงานต่างรู้สึกประหลาดใจไปตามๆ กัน

   ยุทธขึ้นลิฟท์มาถึงชั้นบนสุดของโรงแรม และมาพบลุงของเขายังห้องทำงานตามที่เขาได้รับข้อความ

“ คุณลุงมีอะไรหรือเปล่าครับ ? ” ชายหนุ่มร้องถามทันทีที่เข้ามาถึง

หนุ่มใหญ่มองหน้าหลานชาย พลางยิ้มให้อย่างภาคภูมิใจ


   ชายหนุ่มรู้อยู่แล้วว่า อมรวิสุทธิ์ต้องมีอะไรที่ทำให้เขาประหลาดใจ เพราะนั่นเป็นนิสัยส่วนตัวที่ลุงของเขามักชอบทำเสมอๆ ครั้งนี้เองก็เช่นกัน เขาสังเกตได้ว่า หนุ่มใหญ่ซ่อนบางสิ่งบางอย่างไว้ทางด้านหลัง แต่เขาต้องทำทีเป็นไม่รู้ทัน เพราะนั่นจะทำให้ผู้เป็นลุงรู้สึกไม่พอใจหากรู้ว่า ถูกเขาจับได้

“ แกโตขึ้นมากนะยุทธ ฉันยังจำภาพที่แม่ของแกอุ้มแกกลับมาอยู่บ้านของเราด้วยกันครั้งแรกได้เลย... ” อมรวิสุทธิ์รำลึกถึงความหลัง พลางกล่าวแก่หลานชาย

“ ...ตอนนั้นแกยังเด็กมาก พูดได้แค่ไม่กี่คำเอง วันเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วนัก...ดูสิ ตอนนี้แกดูหนุ่มขึ้น และเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ในขณะที่ฉันก็มีแต่แก่ลงๆ... ” หนุ่มใหญ่มองหน้ายุทธ แล้วเริ่มพูดเข้าเรื่อง

“ โธ่!!! คุณลุงอย่าพูดอย่างนั้นสิครับ คุณลุงยังแข็งแรง ยังออกรอบตีกอล์ฟกับเพื่อนๆ ได้สบาย ” ยุทธว่า


“ สิ่งเดียวที่ฉันจะมีความสุขก่อนตาย คือ การได้เห็นแกแต่งงาน และสานต่อกิจการโรงแรมของฉัน และดูนี่สิ...เหมือนฟ้าก็เป็นใจที่ให้ฉันได้มีลูกสาวที่น่ารักอย่างซีรี...มาเป็นคู่ชีวิตของแก เพื่อให้พวกแกทั้งคู่ได้ช่วยเหลือดูแลธุรกิจครอบครัวของเรา ” อมรวิสุทธิ์นัยน์ตาเบิกกว้าง ในขณะที่จะพูดถึงสิ่งต่อไปนี้

“ และในวันนี้...นอกจากจะเป็นวันที่ฉันจะมอบธุรกิจโรงแรมให้แกเป็นคนดูแล และสานต่อแล้ว... ” หนุ่มใหญ่พูดค้างไว้ พลางยื่นกล่องกำมะหยี่สีเงินที่เขาซ่อนไว้อยู่ทางด้านหลังออกมา

“ ...วันนี้ก็จะเป็นวันที่แกจะต้องสวมแหวนหมั้นให้แก่ซีรีด้วย ” อมรวิสุทธิ์พูดจบก็เปิดกล่องนั้นออกมา เผยให้ชายหนุ่มเห็นว่า ข้างในนั้นมีแหวนเพชรน้ำงามที่สุดเท่าที่เขาเคยชื่นชม และดูแล้วมันคงมีมูลค่าอยู่หลายล้านบาททีเดียว


   ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันทีที่ได้เห็นมัน เขาไม่ทันได้ตั้งตัวเลยว่า วันนี้เขาจะต้องกลายเป็นว่าที่เจ้าบ่าวไปเสียแล้ว และคงอีกไม่ช้าเขาก็คงจะต้องกลายเป็นเจ้าบ่าวจริงๆ เพราะลุงของเขาจะต้องจัดงานมงคลสมรสให้เขากับสาริสาในเร็ววัน ชายหนุ่มได้แต่มองแหวนวงนั้น แล้วรับรู้ได้ทันทีว่า ชีวิตที่ขาดอิสรภาพของเขากำลังจะหมดลง และคงจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในแบบฉบับชีวิตคู่อย่างที่อดีตผู้ช่วยสาวของเขาได้บอกไว้เป็นแน่…

“ คุณอมรคะ...คุณอมร!!! เกิดเรื่องแล้วค่ะ!! ” ป้าติ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้อง พร้อมกับส่งเสียงขึ้นแทรก

“ อะไร ?? เกิดอะไรขึ้น ?? ” ทั้งยุทธ และอมรวิสุทธิ์ร้องถาม

“ น้องซีรีค่ะ...น้องซีรีหายตัวไป!! ” ป้าติ่งโวยวาย


   เมื่อได้ยินดังนั้นทั้งสองหนุ่มจึงรีบรุดไปยังห้องพักของสาริสาที่อยู่ไม่ห่างกัน ภายในห้องนั้นพวกเขาพบชุดราตรีที่สาวน้อยจะต้องใส่มางานในคืนนี้วางทิ้งไว้ พร้อมกับโทรศัพท์มือถือที่ใช้ติดต่อกับคนใกล้ตัวยามที่อยู่เมืองไทย อีกทั้งยังพบจดหมายที่เธอเขียนทิ้งไว้เป็นภาษาอังกฤษอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง

“ ซีรีไม่ได้หายไปไหนหรอก...แต่เธอหนี ” อมรวิสุทธิ์พูดขึ้น หลังจากที่ได้อ่านจดหมายนั่นจบลง

“ หนี...แล้วน้องซีรีจะหนีไปไหนคะ ?!! ” ป้าติ่งร้องถาม พลางกุมขมับ

“ สนามบิน... ” หนุ่มใหญ่พูดขึ้น พลางรีบตามออกไป เพราะรู้โดยทันทีว่า ลูกสาวยังหนีไปไม่ไกลจากตรงนี้นัก...


♥ Special : ผู้ร่วมก่อการหัวใจ ♥

อัศนัย ศิริสมบัติ


"  ตัวเราต่างหากที่จะต้องเป็นคนกำหนดเองว่า เราจะเลือกเดินในหนทางไหน
เพราะมันคือ 
ชีวิตของเรา...ทางเดินของเรา "

   ข้าราชการหนุ่มวัยสามสิบปลายๆ ผู้เป็นพี่ชายของนันทวดี เขาเป็นคนอบอุ่น และทุ่มเทในทุกๆ เรื่อง รักและเป็นห่วงน้องสาวมาก ซึ่งขณะเดียวกันเขาก็แอบชอบจิตติมา ผู้เป็นเพื่อนสนิทของเธอมาตั้งแต่สมัยเรียน แต่ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้พูดออกไป จนกระทั่งเหตุการณ์ต่างๆ ก็ทำให้ทั้งเขา และจิตติมากลับมาเจอกันอีกครั้ง แต่นั่นก็อาจจะยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่ถูกที่ถูกทางสักเท่าไร เพราะในหัวใจของหญิงสาวนั้น กลับมีชายหนุ่มอีกคนหนึ่งอยู่ก่อนแล้ว

 

บทความที่เกี่ยวข้อง
Content quotation bg
Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ [email protected]
Content quotation bg


ดาวน์โหลดแอพ
ดาวน์โหลดแอพดาวน์โหลดแอพ
Icon ranking

อันดับบทความประจำวัน

(หมวดเอนเตอร์เทนเมนต์)

Variety By SistaCafe

Icon feature 100x100

Feature

กิจกรรม SistaCafe