นิยายเรื่องในดวงมานบทที่8
1586846445 icon color
นิยาย

[นิยาย] ในดวงมาน...♥ ( บทที่ 8 )

[โรแมนติก-ดราม่า]
เรื่องราวความรัก และวิถีชีวิตของหญิงสาวทั้งเจ็ดคน ที่ต่างล้วนเกี่ยวเนื่องผูกพันกันอย่างน่าประหลาด
ท่ามกลางความเป็นไปในสังคมที่หลากหลาย และต่างชนชั้น โดยมีพวกเธอเป็นศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น✶


» » - - »
Sistacafe button sharefb
Down
 
 

 


*~บทที่ 8~*


   แสงแดดในยามเช้าสาดส่องผ่านม่านลายลูกไม้สีขาวมายังห้องนอนของสาวเจ้าระเบียบอย่างพิมพ์ประภัสร์ เพื่อปลุกให้เธอตื่นขึ้นจากความหลับใหลเหมือนอย่างเคย หญิงสาวบิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อดูเวลาที่บอกอยู่บนหน้าจอ ซึ่งนั่นรวมไปถึงการได้เห็นข้อความขอคืนดีที่ส่งมาอย่างมากมายในช่วงเวลาข้ามคืน จากแฟนเก่าอย่างคุณหมอมงคลมาส ศัลยแพทย์หนุ่มผู้มีชื่อเสียง

   อาจารย์สาวนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อวานที่ได้เกิดขึ้นในร้านสเต็ก เธอรู้สึกหัวเสียเล็กน้อย แต่ก็สามารถหยุดความคิดไม่ให้ใส่ใจกับมันได้ เหมือนกับว่าเจ้าหล่อนเริ่มยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้มากกว่าแต่ก่อน นั่นอาจเป็นสัญญาณดีที่บอกว่าเธอพร้อมก้าวไปข้างหน้าโดยไม่มี เขา มายึดติดอยู่ในความรู้สึกนึกคิดอีกต่อไป

   พิมพ์ประภัสร์ไล่ลบข้อความเหล่านั้นเหมือนอย่างเคย ซึ่งดูเหมือนครั้งนี้มันจะมากกว่าครั้งก่อนๆ แต่เธอก็สามารถลบมันจนหมดได้ในที่สุด จากนั้นจึงลุกขึ้นจากเตียงเพื่อไปอาบน้ำเตรียมตัวเดินทางไปยังมหาวิทยาลัย


   เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจส่วนตัว อาจารย์สาวเดินออกจากห้องมายังลานจอดรถของคอนโดมิเนียม เพื่อมุ่งไปยังที่จอดรถที่เธอใช้จอดอยู่เป็นประจำ แต่พอไปถึงหญิงสาวกลับตกตะลึงและประหลาดใจเป็นอย่างมาก เมื่อพบว่าเจ้าของข้อความที่เธอเพิ่งลบมันไปเมื่อเช้านั้น ปรากฏกายอยู่ที่หน้ารถของเธอด้วยท่าทีที่ดูชื่นมื่น แจ่มใส ราวกับเด็กที่ดีใจยามได้รับของขวัญ


“ คุณมาทำอะไรที่นี่ ?? ” พิมพ์ประภัสร์ถามด้วยท่าทีที่ไม่เป็นมิตร

“ มารับคุณไปมหา’ลัยไง ” คุณหมอหนุ่มตอบด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้ม


“ ฉันขับรถไปเองได้ คราวหลังไม่ต้อง ” หญิงสาวเดินอ้อมจากเขามายังประตูรถ

“ ยางมันแบนอย่างนั้นจะไปได้ยังไง ?? ” หมอหนุ่มถามอย่างกวนๆ


พิมพ์ประภัสร์ชะงักเล็กน้อย ก่อนที่จะเหลือบมองดูยางล้อรถที่ยานติดพื้นอย่างเห็นได้ชัด


“ นี่คุณ...แอบมาปล่อยลมยางของฉันเหรอ ?? ” หญิงสาวหันขวับมาถาม ก่อนที่จะเดินสำรวจล้อทุกล้ออย่างถ้วนทั่ว

“ ทั้งสี่ล้อเลย!! นี่คุณจะบ้าเหรอไงคะคุณหมอ ?!! ” เธอตะโกนอย่างฉุนเฉียว


“ ถ้าผมไม่ทำอย่างนี้ คุณก็คอยแต่จะหลบหน้าผมอยู่เรื่อยๆ แล้วเมื่อไหร่เราสองคนจะได้ปรับความเข้าใจกันล่ะครับ ? ” ชายหนุ่มถามกลับด้วยสีหน้าที่ดูจริงจัง แต่แฝงไว้ด้วยความทะเล้นภายใต้กรอบแว่นอันหนาเตอะ


“ จะปรับไปทำไม ?? ก็ในเมื่อคุณคบอยู่กับคนอื่นแล้วนี่!! ” อาจารย์สาวหาข้อโต้แย้ง ก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เพื่อตามช่างให้มาซ่อมรถ


“ จะโทรฯ หาใครน่ะ ?? ช่างซ่อมรถเหรอ ?? ไม่ต้องหรอก...ผมโทรฯ ไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืน แต่เขาจะมาดูให้ตอนบ่ายนะ!! ” คุณหมอจอมแสบเล่าด้วยท่าทีกวนๆ ทำให้สาวเจ้าถึงกับผงะกับแผนการที่เขาวางไว้


“ หา!! อะไรนะ ?? บ่ายโมงเลยเหรอ ?? นี่คุณจะบ้าเหรอไง ฉันมีสอนตอนเช้านะ!! ” เธอหัวเสีย

“ ก็ใช่ไง!! ผมรู้ว่าคุณมีสอนตอนเช้า ผมก็เลยต้องมารอรับคุณที่คอนโดฯ อย่างนี้ ” เขาอธิบาย

“ คุณคิดแผนการนี้นานไหมคะคุณหมอ ที่จะมาป่วนประสาทฉันตอนรีบๆ เนี่ย ?? ” หญิงสาวกอดอกด้วยท่าทางที่เอาเรื่อง

“ คุณมากกว่านะที่ป่วนประสาทผม ผมโทรฯ หาคุณทุกวัน แต่คุณไม่เคยคิดจะรับสาย แถมเมื่อวานผมก็โทรฯ หาคุณอีกเป็นสิบๆ รอบ แต่คุณก็ไม่รับ...ผมก็เลยต้องทำอย่างนี้ คุณบังคับให้ผมทำเองนะคุณพิมพ์!! ” ชายหนุ่มสาธยาย


พิมพ์ประภัสร์เบือนหน้าไปอีกทางเพื่อถอนหายใจ ก่อนที่จะหันกลับมาเพื่อปะทะคารมกับเขาต่อ “ ก็ฉันไม่อยากคุยกับคุณ...ฉันผิดเหรอไง ?? ”


คุณหมอเริ่มไม่พอใจในคำพูดของเธอที่เอาแต่ปฏิเสธ อีกทั้งยังพูดจาหักหาญน้ำใจ จนเขาเริ่มหมดความอดทน


“ ใช่สิ!! ก็คุณเกลียดผม ไม่อย่างนั้นคุณจะลบเบอร์ผม บล็อกผมจากโปรแกรมแช็ตต่างๆ ที่มีในเครื่องทำไม นี่ยังดีนะ...ที่ไม่ตั้งค่าบล็อกผมจากข้อความในมือถือด้วย!! ” เขาว่า


“ ก็ว่าจะตั้งอยู่เหมือนกัน...แต่ฉันไม่รู้วิธี!! ” เจ้าหล่อนเถียงพลางจ้องหน้าชายหนุ่มอย่างเอาเรื่อง แต่เขากลับเงียบไม่ตอบโต้อะไร

“ ฉันไปเรียกแท็กซี่ก่อนดีกว่า เสียเวลามามากพอแล้ว!! ” เธอรีบตัดบท


“ รถติดขนาดนี้คุณยังจะเรียกแท็กซี่ เดี๋ยวก็หมดเงินไปกับค่ามิเตอร์พอดี ” เขาท้วง

“ แล้วใครใช้ให้คุณมาปล่อยลมยางของฉันล่ะ ?!!! ฉันจะนั่งอะไร จะเสียเงินเท่าไหร่มันก็เรื่องของฉัน!! ” หญิงสาวโต้ แล้วทำทีว่าจะเดินออกไป แต่หมอหนุ่มกลับจับข้อมือของเธอไว้ แล้วพาขึ้นไปนั่งบนรถยนต์สีขาวที่จอดอยู่ข้างรถของเธอ


“ ผมไม่ยอมให้คุณนั่งรถไปกับคนแปลกหน้าหรอก...ผมไม่ไว้ใจ!! ” นายแพทย์หนุ่มกล่าว ก่อนที่จะสตาร์ทรถและขับเคลื่อนออกมายังด้านนอกคอนโดมิเนียม เพื่อวิ่งไปตามท้องถนน


“ คุณอย่ามาทำเป็นหวงก้างฉันนักเลยคุณหมอ ที่ผ่านมาเกือบเดือนฉันยังนั่งแท็กซี่ไปไหนมาไหนเองคนเดียวได้เลย...ไม่มีคุณฉันก็ไม่ตาย!! ” สายตาของอาจารย์สาวฉายแววจริงจัง


“ แต่ผมอยู่ไม่ได้หรอกถ้าไม่มีคุณ...คุณเข้าใจผมบ้างไหมว่าผมรู้สึกยังไง ?? ” เขาถาม

“ เข้าใจสิ...เข้าใจว่าคุณคงสนุกสนานอยู่กับทับทิมจนลืมวันลืมคืน อ้อ!! พี่สาวของคุณก็คงจะรู้เห็นเป็นใจกับแม่นี่ด้วยใช่ไหม ?!! ก็ดี...อยากได้น้องสะใภ้แบบนี้ก็เชิญ!! ” เธอประชดประชัน


“ นี่คุณพิมพ์!! พี่สาวผมไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเสียหน่อย อีกอย่างทับทิมกับผมก็ไม่ได้เป็นอะไรกัน เรื่องวันนั้นมันเป็นการเข้าใจผิด จะให้ผมต้องอธิบายให้คุณฟังอีกกี่รอบว่า... ”


“ ...ว่าวันนั้นฝนตก ทับทิมยืนตากฝนรอรถกลับบ้าน คุณก็เลยอาสาขับไปส่ง แต่ก่อนกลับให้แวะมาอาบน้ำที่คอนโดฯ ก่อน เดี๋ยวจะไม่สบาย...แล้วอยู่ๆ ทำไมคุณถึงต้องเข้าไปอาบน้ำกับมันด้วยล่ะคะ ?? ” เจ้าหล่อนถามกระแทกเสียง หวนให้นึกถึงทีไรก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิด


“ ก็...ผม..ก็ทับทิมหกล้มผมก็เลยจะเข้าไปดู...แล้วทีนี้เสื้อผมก็เปียก...ผม...ผมก็... ” หมอหนุ่มตะกุกตะกัก ไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร


“ พอเถอะค่ะ...ไม่ต้องพูดแล้ว!! คุณพูดอะไรมา มันก็ฟังไม่ขึ้นอยู่ดี!! ” พิมพ์ประภัสร์ปรามเพื่อให้เขาหยุด


แพทย์หนุ่มถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิดระคนขุ่นเคืองตนเอง ที่ไม่สามารถอธิบายอะไรให้คนรักเก่าฟังได้


“ ขับไปถึงสี่แยกแล้วจอดรถด้วยนะคะ ฉันจะลงตรงนั้น ” อาจารย์สาวสั่ง

“ อ้าว!! ให้ผมจอดทำไม ยังไม่ถึงมหา’ลัยเลย ?? ” เขาสงสัย


“ จอดเถอะค่ะ!! ฉันไปต่อเองได้ ไม่อยากจะรบกวนคุณ ” เธอส่ายหน้าปฏิเสธ

“ รบกวนที่ไหนกัน...นี่ผมนะ ไม่ใช่คนอื่นเสียหน่อย!! ” หมอหนุ่มแย้ง

“ ก็เพราะเป็นคุณไงคะ...ฉันถึงมองว่าเป็น คนอื่น ” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น พลางจ้องหน้าเขาด้วยสายตาที่เย็นชา


   คุณหมอมงคลมาสเบือนหน้าหลบสายตาที่ทำร้ายจิตใจ เขาไม่ตอบโต้อะไร เพียงแต่รู้สึกเจ็บใจที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ในวันนั้น หากหมอหนุ่มหนักแน่นพอและมีเหตุผลที่สามารถอธิบายให้หล่อนเข้าใจ เขาก็คงไม่ต้องสูญเสียเธอไป และไม่ต้องมานั่งทนสายตา ตลอดจนถ้อยคำที่ทำให้ทุกข์ใจเช่นนี้


   เสียงโทรศัพท์มือถือของศัลยแพทย์หนุ่มดังขึ้น ขัดกับเสียงความเงียบที่อบอวลไปด้วยความบาดหมางและความทุกข์ใจ ชายหนุ่มหยิบมันขึ้นมาดูก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่พบว่าพี่สาวของตนโทรศัพท์มาหา

   เขามองไปที่พิมพ์ประภัสร์ ทว่าหญิงสาวทำทีเหมือนไม่ใส่ใจ หมอหนุ่มเลยตั้งใจจะวางมันไว้โดยไม่กดรับสาย แต่อาจารย์สาวกลับชำเลืองมองมาและกล่าวขึ้น


“ ไม่รับสักหน่อยเหรอคะ ?? เผื่อแฟนของคุณโทรฯ มา!! ” เธอดักคอ

ชายหนุ่มจึงตัดสินใจรับสายเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นพี่สาวของเขา “ ครับ...พี่โรส!! อ๋อ..ผมขับรถอยู่ครับ... ”


   พิมพ์ประภัสร์ทำทีเป็นไม่ใส่ใจ พลางเหลือบมองออกไปยังนอกหน้าต่าง หญิงสาวนึกย้อนถึงอดีตที่ผ่านมา แม้ว่าตอนนั้นจะยังไม่มีเรื่องของทิพย์อำพันเข้ามาเกี่ยวพันเป็นมือที่สามก็ตาม แต่นั่นก็ยังมีรสรินทร์พี่สาวของเขาที่คอยกีดกัน และเป็นศัตรูหัวใจหมายเลขหนึ่ง!!

   หญิงสาวมีความรู้สึกไม่ดีกับนักร้องรุ่นใหญ่คนนี้มาตั้งแต่แรกเห็น เพราะสาวเจ้าชอบพูดจาดูถูกฐานะทางบ้านของเธอ แม้จะไม่ได้พูดตรงๆ แต่คำพูดอ้อมๆ ประชดประชันตามแบบฉบับของเจ้าหล่อนก็สามารถกัดจิกอาจารย์สาวได้อย่างเจ็บแสบ แล้วยิ่งช่วงหลังก็ยังมีทิพย์อำพันมาคอยระรานชีวิตคู่เพิ่มขึ้นอีก นั่นจึงเป็นจุดสุดท้ายก่อนถึงการแตกหักของชีวิตรักของเธอกับคุณหมออย่างสมบูรณ์


   รถยนต์สีขาวของศัลยแพทย์หนุ่มเคลื่อนตัวมาจนถึงสี่แยกที่พิมพ์ประภัสร์ต้องการจะลงและช่างพอดีกับการจราจรที่ติดขัด หญิงสาวชำเลืองมองไปที่เขา ซึ่งกำลังคุยโทรศัพท์กับพี่สาวอยู่ด้วยเรื่องการดูแลผิวหน้าเพื่อชะลอวัย เธอจึงได้ทีรีบเปิดประตูรถออกไป ทว่าหมอหนุ่มกลับไม่ได้ปลดล็อกกลอนประตู เสียงของไกที่ถูกดึงออกจึงดังพอที่จะทำให้คุณหมอเหลือบมองมา


“ ฉันจะลง!!! ” พิมพ์ประภัสร์กล่าว แต่เขากลับทำท่าห้ามไม่ให้เธอส่งเสียงดัง พลางชี้ไปที่โทรศัพท์เป็นเชิงว่าเขากำลังคุยกับพี่สาวอยู่


   หญิงสาวแสดงอาการขุ่นเคืองอย่างเห็นได้ชัด พลางพูดประโยคเดิมอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่อยู่ในลำคอเพื่อไม่ให้รสรินทร์ได้ยิน แต่นายแพทย์หนุ่มกลับทำท่าปฏิเสธออกมาด้วยท่าทียียวน ทำให้เจ้าหล่อนถึงกับควันออกหู


“ คุณหมอ!!! ” หญิงสาวตะโกนอย่างเหลืออด


ชายหนุ่มตกใจจึงรีบพุ่งตัวออกไปเพื่อเอามือปิดปากเธอทันที สลับกับที่พี่สาวของเขาถามไถ่ถึงเสียงที่แทรกเข้ามาในสาย


“ เอ่อ...พี่ครับ แค่นี้ก่อนนะ พอดีมีคนร้องขอความช่วยเหลือบนถนน!! ” ชายหนุ่มพูดจบก็รีบกดวางสายไป โดยที่รสรินทร์ไม่ทันได้ถามอะไรต่อ


“ นี่พิมพ์!! คุณไม่เห็นเหรอไงว่าผมคุยโทรศัพท์กับพี่สาวอยู่ ?!! ” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“ เห็น!! แต่ฉันไม่สนใจ...ทำไมคะ กลัวพี่สาวของคุณจะรู้เหรอว่าอยู่กับฉัน ?!! ” พิมพ์ประภัสร์ถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พลางแอบคิดต่อในใจว่าจะตอนที่คบกันหรือเลิกกัน คุณหมอก็ยังกลัวพี่สาวจนหัวหดเสมอ นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เธอรู้สึกไม่พอใจในตัวเขาเท่าไหร่


“ พิมพ์...ผมขอละ ขอแค่พี่สาวผมคนเดียวเท่านั้น อย่าพูดพาดพิงถึงเขาจะได้ไหม ?? ” หมอหนุ่มร้องขอ

“ ก็ได้ค่ะ...เพราะฉันคิดว่ามันคงจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ที่ฉันจะพูดถึงพี่สาวของคุณและคุณ!! ” หญิงสาวกระแทกเสียง

“ พิมพ์...อย่าพูดอย่างนั้นสิ ” เขาอ้อนวอนพลางเอื้อมมือเข้ามา เพื่อที่จะจับใบหน้าของเธอ แต่หล่อนกลับสะบัดหนีพร้อมกับห้ามไม่ให้เขามารุ่มร่าม


   ชายหนุ่มทอดถอนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น หญิงสาวเองก็เช่นกัน เธอรู้สึกได้ว่าขณะนี้บรรยากาศในรถกำลังอบอวลไปด้วยความตึงเครียดที่หนักกว่าเดิม ทั้งคุณหมอและพิมพ์ประภัสร์ต่างเงียบใส่กันอีกครั้ง ไม่มีใครคิดที่จะเริ่มพูดอะไร และดูเหมือนว่าเสียงการจราจรในยามเช้าที่ด้านนอกรถก็เริ่มดังขึ้นมากทุกขณะ...


   ตัวเลขไฟจราจรสีแดงตรงสี่แยกนับถอยหลังจวนใกล้เลขศูนย์เข้าไปทุกที หญิงสาวเหลือบมองไปที่ตัวเลขบอกเวลานั้น และหันกลับมามองคุณหมอที่กำลังจับพวงมาลัย สายตาของชายหนุ่มเพ่งมองไปที่หน้าปัดนาฬิกา ราวกับว่าเขากำลังครุ่นคิดอะไรอยู่

   ทันใดนั้นความคิดของนายแพทย์หนุ่มกลับต้องหยุดลง เมื่อเขาสะดุ้งกับมืออันอ่อนนุ่มของพิมพ์ประภัสร์ที่มาสัมผัสกับบริเวณน่องขา ราวกับว่าหญิงสาวกำลังเรียกหาเขา


“ คุณหมอคะ...โกรธพิมพ์เหรอ ?? ” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานต่างจากเมื่อครู่

“ ป...เปล่าครับ ” หมอหนุ่มตอบด้วยท่าทีที่งุนงง


“ ถ้าไม่โกรธ...แล้วเงียบทำไมคะ ?? ” หล่อนถามต่อด้วยน้ำเสียงเช่นเดิมพลางเอี้ยวตัวเข้าหาเขา หญิงสาวเอียงคอเล็กน้อย เผยให้เห็นลำคอสีขาวนวลอ่อนชวนฝัน เธอใช้มืออีกข้างเอื้อมมาวางไว้ตรงกลางหว่างขาของชายหนุ่มพอดี ทำทีเหมือนกับว่าเป็นลูกแมวตัวน้อยกำลังคลานเข้ามาออดอ้อนกับเจ้าของ


หมอหนุ่มกลืนน้ำลายอึกใหญ่ทันทีที่มืออีกข้างของเธอวางไว้เกือบถึงจุดที่ล่อแหลม


“ ผ...ผม...แค่...ไม่อยากให้คุณโมโหไปมากกว่านี้...ครับ ” เขาตะกุกตะกัก ชีพจรเต้นถี่ เพราะเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ตื่นเต้น สายตาของชายหนุ่มจับจ้องไปที่ใบหน้าของหญิงสาวที่บัดนี้อยู่ระดับเดียวกับพวงมาลัยรถ ริมฝีปากที่อวบอิ่มฉ่ำไปด้วยลิปกลอสยิ่งดึงดูดเขาให้เข้าหาอย่างน่าประหลาด


   พิมพ์ประภัสร์อมยิ้มเล็กน้อยราวกับยินดีในคำตอบของคุณหมอ ก่อนที่จะเผยอริมฝีปากเป็นเชิงเชิญชวน ชายหนุ่มหลับตาแล้วค่อยๆ ก้มลงไปเพื่อที่จะสัมผัสกับรสชาติของกลอสอันหอมหวานที่เคลือบฉาบอยู่บนเรียวปากนั้น แต่ทว่ากลับถูกขัดจังหวะด้วยเสียงแตรจากรถคันหลังที่กดไล่ให้รถของเขารีบเคลื่อนตัว

   คุณหมอสะดุ้งทันทีที่ได้ยินเสียง พิมประภัสร์เกรงว่า จะไม่ทันการ เธอจึงรีบเอื้อมมือไปปลดล็อกที่ฝั่งราวจับของคนขับทันที ก่อนที่จะเปิดประตูแล้วพาตนเองออกไปจากรถของเขาได้ทันเวลา


   ครั้นศัลยแพทย์หนุ่มได้สติก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก และไม่รู้ว่าจะเริ่มทำสิ่งใดก่อนดี ทว่าไม่ทันที่จะคิดได้ ก็เห็นอาจารย์สาวเดินก้าวไปที่ฟุตบาท พลางหันหน้ากลับมาโบกมือให้เขาด้วยความชอบใจ


   เป็นอีกครั้งที่นายแพทย์มงคลมาสไม่สามารถรั้งหญิงสาวเอาไว้ได้ ชายหนุ่มขับรถออกไปด้วยความเสียดาย โดยมีรถคันหลังบีบแตรไล่ตามไปติดๆ


   พิมพ์ประภัสร์มองดูรถสีขาวที่วิ่งออกไปจนลับตาพร้อมกับฉีกยิ้มออกมาด้วยความสะใจ แต่ไม่นานรอยยิ้มนั้นกลับดูเจื่อนลง พร้อมกับสายตาที่คล้อยต่ำลงมา หญิงสาวตั้งคำถามกับตนเองซ้ำๆ ว่า สิ่งที่ตนทำลงไปนั้นมันถูกต้องแล้วเหรอ ?? เพราะเหตุใด...เธอถึงไม่อยากจะคืนดีกับเขา ?? และนั่นจึงเป็นอีกครั้งที่คำถามมากมายต่างพรั่งพรูเข้ามา ตลอดการเดินทางไปมหาวิทยาลัยในเช้านี้...


+++++++++++++++++++++++++++++


   แม้ว่าเหตุการณ์ในช่วงเช้าจะเป็นการเริ่มต้นของวันใหม่ที่แย่สำหรับใครบางคน แต่นั่นก็ยังไม่หนักหนาเท่ากับสิ่งที่ผู้ช่วยสาวคนใหม่กำลังเผชิญ...


   ภายในบริษัทโฆษณา สาววัยย่างเข้าเลขสามอย่างจิตติมากำลังตกอยู่ในสภาวะการณ์ของเด็กที่เพิ่งเรียนจบใหม่ หญิงสาวไม่คุ้นชินกับการทำงานในตำแหน่งของ ผู้ช่วยครีเอทีฟ เอาเสียเลย เพราะวันๆ เธอต้องติดต่องานกับลูกค้า หาข้อมูล เขียนรายงานการประชุม แล้วก็ต้องกลับมาคุยกับลูกค้า หาข้อมูล วางแผนโปรเจกต์ และก็กลับมาคุยกับลูกค้าใหม่ ทำวนอยู่อย่างนั้นแทบทั้งวัน จนเจ้าหล่อนเริ่มตั้งคำถามกับตนเองว่า ทำไมงานที่เธอทำอยู่มันช่างต่างกับกิจกรรมที่ได้ทำในสมัยเรียนนัก หรือว่าเธอร้างลาจากงานพวกนี้มานาน แล้วง่วนอยู่แต่กับตัวเลขจนไม่ได้แสดงฝีมือ หรือบางที...ตำแหน่งผู้ช่วยครีเอทีฟ อาจจะเป็นแค่งานเลขานุการดีๆ ก็เป็นได้

   คำถามมากมายวิ่งเข้ามาอยู่ในหัวของหญิงสาวขณะที่เธอกำลังนั่งค้นหาข้อมูล เพื่อที่จะให้เจ้านายของเธอไปใช้ในการคุยงานกับลูกค้าในช่วงบ่าย แต่แล้วเจ้าหล่อนกลับต้องหยุดความคิดไว้ เมื่ออยู่ๆ โทรศัพท์จากลูกค้าอีกรายได้ดังขึ้น เธอเหลือบดูผู้เป็นนายซึ่งขณะนี้เขากำลังคุยงานกับลูกทีมที่โต๊ะประชุม


“ สวัสดีค่ะ บริษัท ยูที แอ็ดเวอร์ไทส์ซิ่ง ค่ะ ” จิตติมารับสายด้วยท่าทีที่คล่องขึ้นบ้าง

“ ค่ะ...จากบรัษัท ดริ๊งกิ้ง วอเตอร์ นะคะ ขอเรียนสายคุณยุทธค่ะ ” เสียงในสายจากบริษัทน้ำดื่มชื่อดังติดต่อมา

“ อ่า...สักครู่นะคะ ” หญิงสาวตอบกลับ พลางเหลือบมองเจ้านายของเธออีกครั้ง ซึ่งผู้ช่วยสาวเห็นว่า ครั้งนี้เขาดูว่างขึ้นจากการคุยงาน เธอจึงกดปุ่มโอนสายไปยังเครื่องของเขา...


   เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นที่เครื่องของยุทธ เขาสะดุ้งเล็กน้อย พลางเหลือบมองมาที่เธอ หญิงสาวจึงบุ้ยใบ้เป็นเชิงว่า มีสายจากลูกค้าเข้ามา ชายหนุ่มจึงเดินออกมาจากโต๊ะประชุม จากนั้นจึงยกหูโทรศัพท์ขึ้นเพื่อรับสาย


“ สวัสดีครับ...ครับผม...อ่อ!! ไม่ลืมครับ ทันครับ...ครับผม...ครับ...สวัสดีครับ ” ยุทธพูดแค่ไม่กี่คำจากนั้นจึงวางสายไป


   ครีเอทีฟหนุ่มมองมายังหญิงสาวที่เป็นผู้ช่วยคนใหม่ เขาเดินตรงมายังโต๊ะของเธอ แล้วร้องเรียก


“ คุณเจี๊ยบ ” เสียงของยุทธเอ่ยเรียกข้างตัวเจ้าหล่อน

“ คะ ” เธอเงยหน้าออกมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ พลางตอบรับเขา

“ คราวหลังถ้าลูกค้าโทรฯ มา คุณช่วยถามด้วยว่าเขามีธุระอะไรเร่งด่วนหรือเปล่า ถ้าหากเขาแค่ต้องการโทรฯ มาย้ำเรื่องงานโฆษณา คุณก็ช่วยดูวันนัดส่งให้เขา แล้วก็บอกเขาไปว่า เราไม่ลืม...หวังว่าคุณคงเข้าใจนะ ?? ” ชายหนุ่มถาม แม้ว่าน้ำเสียงที่ใช้มันจะฟังดูเรียบๆ แต่เธอกลับรู้สึกได้ว่ากำลังถูกเอ็ด


“ ค่ะ... ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงเจื่อนๆ เหมือนกับน้อมรับคำสั่งจากเขา


   ยุทธมองดูเจ้าหล่อนแล้วพยักหน้า เป็นเชิงว่าทั้งเขาและเธอเข้าใจตรงกัน ก่อนที่จะเดินกลับไปยังโต๊ะประชุมเพื่อหารือกับลูกทีมต่อ จิตติมาแอบมองดูเขาพลางถอนหายใจออกมาเล็กน้อย จากนั้นจึงลงมือหาข้อมูลให้เขาต่อก่อนพักเที่ยง...


   ช่วงเวลาผ่านพ้นไปราวๆ เกือบสองชั่วโมง ขณะนี้เข็มของนาฬิกาทั้งเข็มยาวและเข็มสั้นได้ชี้มารวมกันอยู่ที่เลขสิบสอง ซึ่งเป็นเวลาที่บอกแก่เหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลายว่า ช่วงเวลาพักได้มาถึงแล้ว

   บัดนี้ที่โต๊ะประชุมของยุทธไม่มีลูกทีมคนใดยืนอยู่ และตัวเขาเองก็กำลังจัดเอกสารใส่แฟ้มแล้วหย่อนลงไปในกระเป๋าอีกทีหนึ่ง ก่อนที่จะเดินมายังโต๊ะของผู้ช่วยสาว


“ งานที่ผมให้ทำเรียบร้อยไหม ? ” เขาถามเธอ

“ เรียบร้อยค่ะ...กำลังรอพิมพ์อยู่ แผ่นสุดท้ายแล้ว ” จิตติมาบอกแก่ยุทธ หญิงสาวหยิบกระดาษชิ้นงานสีขาวแผ่นสุดท้ายออกมาจากเครื่องพิมพ์ แล้วจัดมันรวมกับเอกสารชิ้นอื่นๆ ที่พิมพ์เสร็จ พลางยื่นให้


เขารับมาพร้อมกล่าวขอบคุณ จากนั้นจึงชักชวนเธอให้ไปรับประทานข้าวด้วยกัน


 “ อ่อ!! ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเตรียมมาแล้ว ” จิตติมาบอกแก่เขา พลางหยิบแอปเปิลขึ้นมาจากลิ้นชักใต้โต๊ะ

ชายหนุ่มอมยิ้ม และหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย...


“ ฉ...ฉันลดน้ำหนักน่ะค่ะ ” เธอรีบตอบแก้เก้อ ทั้งที่ความจริงหญิงสาวเริ่มไม่มีเงินเก็บแล้วต่างหาก

“ ไปทานข้าวกับผมเถอะ ” เขาเชิญชวน


“ คือ...ฉัน...ต้องเก็บเงินน่ะค่ะ  ” หล่อนสารภาพอย่างเลี่ยงไม่ได้

“ ครับ...ผมรู้ ผมเลี้ยงเอง มาเถอะ!! ” ยุทธชวนเธออีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาส่งสายตาเป็นเชิงร้องขอ


   จิตติมารู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นดวงตาคู่นั้น เธอจึงเผลอตอบตกลงไปอย่างไม่ทันตั้งตัวราวกับโดนมนต์สะกด หญิงสาวเก็บแอปเปิลใส่ลิ้นชักดังเดิม จากนั้นจึงเดินออกจากห้องทำงานพร้อมกับเขา


   ชายหนุ่มรู้ดีว่าสาวสู้ชีวิตอย่างเธอคงไม่มีเงินติดตัวเยอะเท่าไหร่ หนำซ้ำยังต้องเช่าอะพาร์ตเมนต์อยู่ แถมยังตกงานมาเกือบเดือน เงินเก็บก็คงมีไม่มาก อีกอย่างเขาเองก็รู้สึกผิดเรื่องเมื่อตอนเช้า เพราะลืมไปว่าตัวของผู้ช่วยสาวเองก็เพิ่งจะมาทำงานได้ไม่กี่วัน จะไปดุเธอมากก็ไม่ได้ เพราะหญิงสาวก็ทำไปตามหน้าที่ ทางที่ดีเขาก็ควรจะทำอะไรเพื่อเป็นการไถ่โทษบ้าง


   ช่วงเที่ยงของวันยุทธพาจิตติมามารับประทานอาหารที่ร้านตามสั่งข้างอาคารสำนักงานซึ่งเป็นร้านประจำของเขา หญิงสาวสั่งข้าวไข่เจียวหมูสับมารับประทาน ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเมนูที่แสนจะธรรมดาไม่เหมาะกับสาวหัวสร้างสรรค์อย่างเธอ แต่มันก็จัดว่าเป็นอาหารจานโปรดที่เจ้าหล่อนสามารถทานได้ไม่มีเบื่อ โดยเฉพาะหลังจากที่ราดซอสมะเขือเทศลงไปบนไข่สีเหลืองนวลที่เพิ่งทอดสุก ความกรุบกรอบของไข่ และรสชาติเปรี้ยวอมหวานของซอสมันช่างเข้ากันได้ดี และวิเศษเกินกว่าที่จะบรรยายออกมาได้

   ผู้ช่วยสาวรับประทานอาหารด้วยความเอร็ดอร่อยโดยไม่ทันระวัง จึงทำให้ซอสมะเขือเทศเลอะที่มุมปาก และหยดลงมาที่ปกเสื้อ เมื่อยุทธเห็นดังนั้นก็อดที่จะอมยิ้มให้กับความเปิ่นที่น่าขบขันของเธอไม่ได้ เขาจึงหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย...


“ หัวเราะอะไรคะ ? ” จิตติมาถามเจ้านายด้วยความสงสัย


ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแต่ยิ้มให้พลางชี้ไปที่มุมปากของตนเอง เป็นเชิงบอกแก่เธอว่า มีบางอย่างเลอะอยู่ตรงบริเวณนั้น หญิงสาวจึงรีบหยิบกระดาษขึ้นมาเช็ดอย่างอายๆ


“ คุณทานง่ายดีนะคุณเจี๊ยบ ” เขากล่าวขึ้น เมื่อเห็นเธอเจริญอาหารกับเมนูที่เลือกทาน

“ ของโปรดฉันเลยค่ะ...ไข่เจียวราดซอสมะเขือเทศ...เยอะๆ ” เธอว่าพร้อมกับฉีกยิ้ม


“ คุณคงทำกินเองบ่อยสินะ อาหารง่ายๆ แบบนี้ ?? ” ยุทธมองเธออย่างเอ็นดู

“ เป็นประจำเลยค่ะเวลาอยู่ที่อะพาร์ตเมนต์ ทำทีไรก็นึกถึงเวลาอยู่ที่บ้านกับครอบครัว... ” หล่อนบอกแก่เขา แล้วนั่งนิ่ง


ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงแววตาของผู้ช่วยสาวที่ดูเปลี่ยนไป เมื่อเธอกล่าวถึงเรื่องนี้


“ ...คุณไม่ได้กลับบ้านนานแค่ไหนแล้วครับ ? ” เขาถามด้วยความอยากรู้

“ ก็สักสาม-สี่ปีได้แล้วค่ะ...อันที่จริงฉันไม่มีบ้านให้กลับแล้วล่ะ บ้านฉันโดนไฟไหม้ตอนฉันมาทำงานที่กรุงเทพฯ คนที่บ้านฉันเสียหมด...ไม่มีใครรอดเลย แม้แต่ทรัพย์สินมีค่า และโฉนดที่ดิน ” เธอเล่าด้วยแววตาที่ฉายออกมาถึงความสูญเสีย


   ชายหนุ่มรู้สึกสะเทือนใจกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้น เขาอยากจะขอโทษเธอที่เผลอทำลายบรรยากาศการรับประทานอาหารกลางวันในครั้งนี้...


“ เอ่อ...ผมขอโทษครับ เสียใจด้วย... ” ยุทธกล่าวในที่สุด

“ ไม่เป็นไรค่ะ...ฉันทำใจได้แล้ว ” หญิงสาวพูดพลางยิ้มให้เขา


   ครีเอทีฟหนุ่มมองรอยยิ้มของจิตติมา เหมือนกับว่ามันเป็นรอยยิ้มที่เธอไว้ปลอบใจตนเอง แต่น่าแปลก...ตรงที่มันกลับดึงดูดเขาได้เป็นอย่างดี รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเศร้าของหญิงสาวตัวคนเดียว มันทำให้เขารู้สึกหวั่นไหวและอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก


“ ผมคงต้องไปแล้วครับ เดี๋ยวจะไม่ทันนัดคุยงานกับลูกค้า ” ชายหนุ่มพูดขึ้นเพื่อหยุดความรู้สึกที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว


“ ค่ะ...แล้วคุณจะไปยังไงคะ ? ” เธอถาม


“ ผมว่าจะไปเอารถที่อู่ก่อนครับ แล้วค่อยขับออกไป ” ยุทธพูดถึงรถของเขาที่ส่งไปซ่อมเมื่อหลายวันก่อน ทำให้จิตติมาหวนนึกย้อนไปถึงเมื่อคราวที่เธอกับเขาเจอกันครั้งแรกที่ป้ายรถประจำทาง ถ้าหากวันนั้นรถของเขาไม่เสีย และไม่ได้นั่งรถแท็กซี่คันเดียวกัน หญิงสาวก็อาจไม่ได้ทำงานที่บริษัทนี้ และคงไม่ได้มาเป็นผู้ช่วยของเขา


เจ้าหล่อนนึกขอบคุณความตระหนี่ของเธออยู่ในใจ พลางเผลออมยิ้มออกมา


“ ค่ะ...เดินทางดีๆ นะคะ ไว้เจอกัน ” เธอกล่าวอวยพร

“ ครับ...ไว้เจอกัน อ้อ!! วันนี้ไม่ต้องอยู่รอผมนะ เสร็จธุระแล้วผมคงไม่กลับเข้ามา ” เขาบอกเจ้าหล่อน เพราะกลัวเธอจะอยู่รอจนถึงเย็น


“ ค่ะ...เจ้านาย ” หญิงสาวตอบรับ พลางเอียงคอเล็กน้อย


ชายหนุ่มโบกมือให้ ก่อนที่จะเดินจากไปจนลับสายตา…


+++++++++++++++++++++++++++++


♥ Special : ผู้ร่วมก่อการหัวใจ ♥

นพ. มงคลมาส ไตรอนันต์ ( หมอเมฆ )

" ผมคงต้องขาดใจถ้าไม่มีคุณ "

   ศัลยแพทย์หนุ่มระดับต้นๆ ของประเทศ ผู้เป็นน้องชายหัวแก้วหัวแหวนของนักร้องสาวดาวค้างฟ้า และเป็นอดีตคนรักของพิมพ์ประภัสร์ ภายใต้กรอบแว่นที่หนา หากมองลึกเข้าไปในแววตา จะพบว่าเต็มไปด้วยภาพอดีตความทรงจำที่เขามีให้ต่ออาจารย์สาว และเชื่อว่าสักวันหนึ่งภาพเหล่านั้นจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง แต่ก่อนอื่นชายหนุ่มต้องงอนง้อขอคืนดีจากเธอให้ได้ ซึ่งหนทางก็เต็มไปด้วยอุปสรรคและขวากหนาม ทั้งเรื่องของมือที่สาม และรักแท้แต่พี่สาวไม่ปลื้ม ปฏิบัติการซ่อมรักในครั้งนี้จะลงเอยอย่างไร เพราะมันก็ไม่ได้ง่ายเหมือนการผ่าตัดซ่อมแซมใบหน้า
 
บทความที่เกี่ยวข้อง
Content quotation bg
Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ [email protected]
Content quotation bg


ดาวน์โหลดแอพ
ดาวน์โหลดแอพดาวน์โหลดแอพ
Icon ranking

อันดับบทความประจำวัน

(หมวดนิยาย)

Variety By SistaCafe

Icon feature 100x100

Feature

กิจกรรม SistaCafe