1653381235 %e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e
สุขภาพ

#ช่วงนี้มึนหัวบ่อยเวอร์! 7 อาการเตือน เมื่อเธอกิน ' น้ำตาล ' หรือรสหวานมากเกินไป เสี่ยงโรคในอนาคต

ผู้หญิงส่วนใหญ่กับรสหวานเป็นของคู่กัน ซึ่งถ้ากินแต่พอดีก็ช่วยเพิ่มพลังใจให้กับชีวิตอยู่หรอก แต่ถ้ากินเพลินทั้งวัน ดึกๆ ก็ยังกินขนม กินหวานไม่มีลิมิตชีวิตเกินร้อยไปเรื่อยๆ โรคมาเยือนแน่นอน! จะมีสัญญาณใดมาเตือนบ้าง มาเช็คได้ในบทความนี้กันค่ะ


» » - - - »
Sistacafe button sharefb
Down

เลือกอ่านตามหัวข้อ

  • [แสดง]
  • [ซ่อน]
    • 1. มีปัญหากับระบบย่อยอาหาร ลำไส้ทำงานผิดปกติ

    • 2. มี 'สิว' ขึ้นช่วงคางและริมฝีปาก

    • 3. อารมณ์แปรปรวน โกรธง่าย ลุกลี้ลุกลน นั่งนิ่งๆ ไม่ค่อยได้

    • 4. นอนไม่หลับ คุณภาพการนอนแย่ ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น

    • 5. ผิวหนังในร่างกาย ' มีริ้วรอย เหี่ยวก่อนวัย '

    • 6. ปวดข้อ เดินเหินได้ไม่สะดวกเท่าเดิม

    • 7. มึนหัว สมองไม่โล่งปลอดโปร่ง คิดอะไรไม่ออก

     

    สวัสดีค่าาา สาวๆ SistaCafe คนน่ารักสุดคิ้วท์ทุกคน (๑・ω-)~♥”

    หากพูดคำว่า ' หวานๆ ' นอกจากใช้บรรยายลักษณะนิสัยผู้หญิงน่ารัก อ่อนโยนเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้แล้วนั้น ยังใช้บรรยายรสชาติของของหวานสุดฮิตที่กินแล้วชวนอ้วนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะช็อกโกแลต บิงซู ชานมไข่มุก ไอติม คุกกี้ บราวนี่ เวลาไปร้านขายขนมพวกนี้ตามห้างแล้วมีครัวเปิด ลองมองผ่านกระจกเข้าไปดูสิ แล้วเธอจะทึ่งว่าแทบทุกร้านใส่น้ำตาล ครีม น้ำเชื่อมมากมายขนาดไหน ( บางร้านอย่าเรียกว่าผสม ให้เรียกว่าเท ) ยังไม่นับกาแฟร้านรถเข็นที่ใส่น้ำตาลมากกว่าใส่ผงกาแฟอีก ไม่แปลกที่คนไทยมีภาวะโรคอ้วน เบาหวาน น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์กันมากมาย ก็ติดหวานกันซะขนาดนี้อะน้อ!!   

    แต่สาวซิสรู้กันไหมว่า รสหวานจากน้ำตาล โดยเฉพาะน้ำตาลทรายขาวคือภัยเงียบที่ทำให้เธอแฮปปี้มีความสุขในตอนแรก แต่ถ้าได้รับเกินขนาด มันจะกลายร่างเป็นศัตรูที่ค่อยๆ ฆ่าเธออย่างเงียบๆ เข้ากระแสเลือด กระตุ้นอินซูลินให้ร่างกายอ่อนแอลงไม่รู้ตัว รู้อีกทีโรคประจำตัวก็เล่นงานแล้ว ถ้าไม่อยากไปถึงจุดที่ต้องกินยาไปตลอดชีวิต เริ่มสังเกตสัญญาณผิดปกติในร่างกายตัวเองตั้งแต่วันนี้ด้วย ' 7 อาการเตือนเมื่อเธอกินรสหวานมากเกินไป ' หากเข้าข่ายแม้แต่ข้อเดียวก็ควรใส่ใจตัวเองได้แล้ว ก่อนจะสายเกินแก้นะคะซิส

    1. มีปัญหากับระบบย่อยอาหาร ลำไส้ทำงานผิดปกติ

    มีหลายงานวิจัยค้นพบว่า ' น้ำตาล ' อาจไปลดความหลากหลายของแบคทีเรียดีในลำไส้ ส่งผลให้สุขภาพลำไส้และระบบขับถ่ายแย่ลง เมื่อกินหวาน โดยเฉพาะรสหวานจากน้ำตาลทรายขาวติดต่อกันนานๆ จึงทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่ายได้นั่นเองค่ะ! โดยปกติอาหารที่มีไฟเบอร์สูงจะทำให้ขับถ่ายง่าย คล่องปรื๋อไร้กังวล แต่คนที่กินขนมหวานๆ อาหารใส่น้ำตาล มักจะมากับนิสัยไม่ชอบกินไฟเบอร์ ไม่ชอบกินผักไปด้วย จึงยิ่งไม่มีตัวช่วยให้ขับถ่ายเข้าไปอีก //แงงง TT^TT

    รสเค็มจัดทำให้ท้องอืด แก๊สเยอะก็จริง แต่รสหวานก็ทำให้หน้าท้องป่องนูนจากการท้องผูก อึไม่ออก และมีกรดแก๊สเกินได้เช่นกัน บางคนลำไส้ไม่ย่อยน้ำตาลบางชนิดเป็นพิเศษ เช่น ฟรักโตในผลไม้ และแลคโตสจากนม ใครที่กินหวานบ่อยแล้วรู้สึกอึดอัดท้องที่ไม่เกี่ยวกับความอ้วน ลองจำกัดรสหวานในมื้ออาหารของตัวเองดูค่ะ รับรองว่าจะรู้สึกสบายท้องมากขึ้นอย่างน่าตกใจ ไม่เชื่อต้องลอง! 

    2. มี 'สิว' ขึ้นช่วงคางและริมฝีปาก

    แม้ผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวไว้ว่า อาหารที่กินไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของการเกิดสิวร้ายแรงและเรื้อรังก็ตาม แต่มีบางงานวิจัยค้นพบว่าการเกิดสิว มีความเกี่ยวข้องกับการกินอาหารรสหวานมากเกินไป! เพราะน้ำตาลเป็นตัวไปเพิ่มการผลิตฮอร์โมน โดยเฉพาะแอนโดรเจน ฮอร์โมนเพศชาย ที่เป็นฮอร์โมนก่อเกิดสิวอักเสบ ซึ่งมักไปผุดอยู่ตรงช่วงสันกราม คางและบริเวณริมฝีปากให้ได้หงุดหงิดกันค่ะ

    หากเธอเป็นคนหนึ่งที่สิวชอบขึ้นตรงคางกับปาก ขึ้นซ้ำซากอยู่ที่เดิม พอตุ่มเดิมยุบ ตุ่มใหม่ก็มาแทน เป็นรอยสิวเรียงกันเหมือนรอยปิดแมสก์ทั้งที่แน่ใจว่าไม่ได้แพ้แมสก์ และทำความสะอาดหน้าอย่างดี ใช้สกินแคร์ตามปกติแล้ว ลองเพิ่มอีกหนึ่งปัจจัยคืองดขนมหวานดูค่ะ สิวบริเวณนั้นจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง *แต่ทั้งนี้ ถ้ามีสิวซีสต์หรือสิวอักเสบขึ้นเยอะมากจนรักษาเองไม่ได้ ก็ควรไปปรึกษาหมอจะดีกว่า

    3. อารมณ์แปรปรวน โกรธง่าย ลุกลี้ลุกลน นั่งนิ่งๆ ไม่ค่อยได้

    ถ้าใครรู้สึกว่าอารมณ์ตัวเองไม่เสถียร ขึ้นสุดลงสุดจนเหนื่อยกับตัวเอง ลองสังเกตว่าตัวเองกินขนมหวานเยอะเกินไปหรือไม่? ในงานวิจัยบางชิ้นได้สรุปผลไว้ว่า น้ำตาลมีความเกี่ยวข้องกับภาวะทางอารมณ์ที่ผิดปกติได้เช่นกัน เช่น ภาวะซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน เพราะน้ำตาลเมื่อเข้ากระแสเลือดไปแล้ว จะเข้าไปวุ่นวายกับสารสื่อประสาทในสมองที่ควบคุมอารมณ์ของเธอ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเหวี่ยงไปมา อารมณ์เลยไม่นิ่ง เดี๋ยวก็อยากยิ้ม เดี๋ยวก็อยากร้องไห้ค่ะ

    น้ำตาลยังสามารถเข้าไปรบกวนการหลั่งฮอร์โมน ' เซโรโทนิน ' ที่ก่อให้เกิดความสุข ทำให้อารมณ์ดิ่งลงได้อีกด้วย หากเธอกินขนมหวานที่มีทั้งคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลเข้าไปในปริมาณมากๆ ลองสังเกตตัวเองดูว่าเป็นแบบนี้ไหม : ช่วงแรกจะฟินมาก แฮปปี้มาก แต่ไม่นานหลังจากนั้นจะเริ่มอารมณ์สวิง โมโหง่าย เศร้า เหนื่อย และหิวอยากกินอีกไม่จบไม่สิ้น เป็นความสุขระยะสั้น แต่ทุกข์ระยะยาวโดยแท้จริง ทางที่ดีเปลี่ยนจากขนมเป็นการกินอาหารที่ย่อยนานขึ้น ไม่รบกวนฮอร์โมนอารมณ์ เช่น โฮลเกรน ข้าวกล้อง ไฟเบอร์จากผัก และโปรตีนจะดีต่อสุขภาพกว่า

    4. นอนไม่หลับ คุณภาพการนอนแย่ ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น

    หากเธอชอบกินเค้ก คุกกี้ เครื่องดื่มรสหวานอยู่เป็นประจำ อยากให้ลองทบทวนตัวเองว่าเมื่อเช้านอนหลับสนิทสดชื่นดีไหม? รู้สึกมึนหัว ปวดหัวเหมือนนอนไม่ค่อยพอ หรือเป็นคนนอนยาก เป็นชั่วโมงกว่าจะหลับรึเปล่า? ถ้าเช็กลิสต์ตรงตามนี้ เป็นไปได้ว่าจะมาจากขนมที่เธอกินอยู่ทุกวันนั่นแหละ เพราะน้ำตาลที่เยอะเกินไปจะเข้ากระแสเลือด ปลุกให้เธอรู้สึก ' ตื่น ' จึงทำให้หลับได้ยากขึ้น 

    แต่สำหรับบางคนอาจส่งผลในทางตรงกันข้าม! เพราะตัวน้ำตาลเองก็กระตุ้นให้สารสื่อประสาทอย่าง ' ฮอร์โมนเซโรโทนิน ' ออกมาเยอะขึ้น ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายและง่วงได้เร็วขึ้น แต่ไม่ว่าน้ำตาลจะทำให้เธอหลับยากหรือง่ายขึ้น คุณภาพการนอนโดยรวมก็ไม่เป็นที่น่าพอใจอยู่ดี เธอจะตื่นมาแบบไม่ค่อยสดชื่น เพราะระดับน้ำตาลลดลงในช่วงที่นอนหลับ แนะนำให้งดกินน้ำตาลเด็ดขาดในช่วงสองชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อให้ร่างกายย่อยน้ำตาลส่วนเกินออกให้หมด จะได้พักผ่อนอย่างสบายใจนะคะ

    5. ผิวหนังในร่างกาย ' มีริ้วรอย เหี่ยวก่อนวัย '

    ใครที่อยากหน้าเด็ก ผิวใสเรียบเนียนไปนานๆ นี่คือโอกาสอันดีที่เธอควรจะเริ่มลดรสหวานเสียตั้งแต่วันนี้ เพราะนี่คือ fact ทางวิทยาศาสตร์เลยว่า กินน้ำตาลเยอะแล้วจะหน้าแก่! เนื่องจากอาหารที่มีน้ำตาลสูงจะไปเร่งกระบวนการให้เซลล์ผิวหนังแก่ก่อนวัย โดยไปทำปฏิกิริยากับโปรตีนในกระแสเลือด ก่อตัวสารที่เรียกว่า  advanced glycation endproducts ( AGEs ) หรือส่วนเกินของระดับโปรตีนและน้ำตาลในร่างกาย ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพ รวมถึงผิวหนังด้วย

    ส่วนเกินนี้จะเข้าไปทำลายโครงสร้างของคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นใต้ผิว ซึ่งสองอย่างนี้จะทำให้ผิวนุ่มเด้ง เมื่อมันหายไปหรือมีจำนวนน้อยลง ผิวของเธอก็จะดูเหี่ยวย่น มีริ้วรอย ดูมีอายุก่อนวัยที่ควรเป็น ถ้าไม่เชื่อให้สังเกตคนที่อายุเริ่มเยอะแล้ว ( 40-50+++ ) ที่ดูแลสุขภาพ กินอาหารคลีน ออกกำลังกายเป็นประจำ ร่างกายจะกระชับและหน้าเด็กกว่าคนรุ่นเดียวกันที่ปล่อยตัวและไม่ค่อยได้ดูแลตัวเองค่ะ

    6. ปวดข้อ เดินเหินได้ไม่สะดวกเท่าเดิม

    บทความที่เกี่ยวข้อง
    Content quotation bg
    Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ [email protected]
    Content quotation bg


    ดาวน์โหลดแอพ
    ดาวน์โหลดแอพดาวน์โหลดแอพ
    Icon ranking

    อันดับบทความประจำวัน

    (หมวดสุขภาพ)

    Variety By SistaCafe

    Icon feature 100x100

    Feature

    กิจกรรม SistaCafe