106928277 2669653570020132 4730960041226055035 n
1582704678 cat health color
สุขภาพ

กินแล้วปวดท้องตลอด! 7 ชนิดอาหารที่ทำให้ 'ลำไส้ปั่นป่วน' ย่อยยาก พุงป่อง เสี่ยงกรดไหลย้อนกำเริบ (`ー´)

ลองเช็คอาหารเมนูโปรดที่ชอบกินซิ มีอยู่ในบทความนี้รึเปล่า ถ้ามี นั่นแหละสาเหตุที่อาการปวดท้อง ท้องอืด กรดไหลย้อนของเธอมันไม่หายขาดสักที!!


» » - - - »
Sistacafe button sharefb
Down

เลือกอ่านตามหัวข้อ

  • [แสดง]
  • [ซ่อน]
    • 1. น้ำตาลเทียม ( Artificial Sweetener )

    • 2. ช็อกโกแลต

    • 3. อาหารสำเร็จรูป

    • 4. อาหารรสเผ็ด แซ่บ เปรี้ยว จัดจ้าน

    • 5. ผักและผลไม้สด

    • 6. อาหารทอด หรืออมน้ำมันเยอะๆ

    • 7. ผลไม้ที่มีค่าเป็น 'กรด'

     

    สวัสดีค่า สาวๆ SistaCafe คน ' ท้องไม่มีลูก ' ทั้งหลาย 

    เป็นไหมคะ ไม่รู้ทำไม หลังกินข้าวเสร็จต้องมีปัญหาอะไรสักอย่างกับกระเพาะ ลำไส้ตลอด! ไม่ปวดท้องก็ท้องอืด ท้องเฟ้อ แสบร้อนกลางอก กรดไหลย้อนถามหา อีดอัดพุงเหมือนมีแก๊สปะทุอยู่ตลอดเวลา จะใส่เสื้อครอป ชุดเดรสรัดๆ ไปกินข้าวนอกบ้านหน่อยไม่ได้เลย กลัวกินเสร็จพุงป่องจนคนลุกให้นั่งในรถไฟฟ้าเพราะคิดว่าท้อง! โอย อายหนักมาก แต่ทำยังไงก็ยังปวดท้องอยู่ดี เกิดจากอะไรกันแน่นะ?

    หากตัดปัจจัยอื่นๆ ทิ้งไปแล้ว ลองพิจารณาสาเหตุหลักที่อยู่ตรงหน้าอย่าง ' อาหารที่กิน ' ดูหรือยังคะ แม้ของกินทุกชนิดจะดูดซึม ย่อยและออกมาผ่านการขับถ่ายเหมือนกัน แต่บางอย่างที่เรากินเข้าไปก็ย่อยยาก สร้างความลำบากให้กระเพาะมากกว่าชนิดอื่นๆ หากกินมากเกินไปก็จะเกิดอาการท้องอืด มีแก๊ส ต้องพึ่งยาลดกรดอยู่บ่อยๆ ได้ ถ้าไม่กินอาหารที่มีไฟเบอร์เลย หนักสุดคือท้องผูก ขับถ่ายไม่ออก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของมะเร็งลำไส้ได้ ระวัง! มาเช็ค ' 7 อาหารที่ทำให้ลำไส้ปั่นป่วน เสี่ยงกรดไหลย้อนกำเริบ ' ว่ากินอยู่บ่อยๆ หรือไม่ ถ้าใช่ก็ลด ละ เลิกซะ ก่อนปัญหาสุขภาพจะถามหานะคะ 

    1. น้ำตาลเทียม ( Artificial Sweetener )

    สาวๆ คนไหนที่ลดความอ้วน ลดแคลอรี่ด้วยการดื่มชา กาแฟ โกโก้ หรือขนมหวานที่ใส่ ' น้ำตาลเทียม ' อยู่ทุกวันเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหาร เพิ่มการอักเสบขึ้นในร่างกายได้ โดยปกติสารให้ความหวานเหล่านี้จะย่อยได้แค่บางส่วน เพราะเป็นสารเคมีที่ทำในแล็บ ไม่ได้มาจากธรรมชาติ จึงเกิดผลกระทบกับระบบทางเดินอาหารอย่างหนัก ทั้งท้องอืด มีแก๊สกรดเกิน และอาจเกิดอาการท้องเสียได้ค่ะ

    หากชีวิตขาดหวานไม่ได้ และไม่อยากแตะน้ำตาลจริงๆ กลัวส่งผลกับน้ำหนัก แนะนำให้ลองกินน้ำตาลเทียมหลายๆ ชนิด เพื่อดูว่ายี่ห้อไหน แบบไหนที่ส่งผลกระทบกับเธอน้อยที่สุด หรือใช้เป็นสารให้ความหวานจากธรรมชาติแทน เช่น น้ำเชื่อมจากต้นอะกาเว่ ( agave nectar ), หญ้าหวาน ( stevia ) เป็นต้น ถ้าใส่เติมความหวานในเครื่องดื่ม ก็ใส่ให้น้อยที่สุด เอาแค่หวานติดปลายลิ้นก็พอ เพราะสารเหล่านี้หวานกว่าน้ำตาลจริงหลายเท่าอยู่แล้วค่ะ

    2. ช็อกโกแลต

    ของชอบเหล่าซิสสายขนมหวาน จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากช็อกโกแลต รสหวานอร่อยสุดฟินก็จริง แต่ข้อเสียก็เยอะพอดู ทั้งแคลอรี่สูง ฟันผุ เพิ่มไขมันในเลือด น้ำหนักขึ้น อีกทั้งคนที่มีปัญหาการย่อย หากกินเยอะๆ คาเฟอีนที่ผสมในช็อกโกแลต จะกระตุ้นให้เกิดการแสบร้อนกลางอกหรือโรคลำไส้แปรปรวนกำเริบได้ มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ทำให้ขับถ่ายเหลวหรือท้องเสียจู๊ดๆ ได้ด้วยนะ

    หากยังหลงใหลในรสช็อกโกแลตอยู่ ก็ไม่จำเป็นต้องงดไปเลย แต่เปลี่ยนจากช็อกโกแลตนม โกโก้บัตเตอร์ ไวท์ช็อกโกแลตต่างๆ ที่หวานนำอย่างเดียวแต่ไขมันสูงปรื๊ด เป็น ' ดาร์กช็อกโกแลต ' ที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าแทน เพราะมีโพลีฟีนอล ( polyphenols ) ที่ช่วยชะลอการทำงานของระบบทางเดินอาหาร เพิ่มการดูดซึมของเหลว ป้องกันการท้องเสีย ดาร์กช็อกโกแลตยังเป็นแหล่งของโกโก้ ซึ่งมีปริมาณไฟเบอร์สูง จึงดีต่อกระเพาะในการย่อยมากกว่าค่ะ

    3. อาหารสำเร็จรูป

    อาหารทุกอย่างที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติโดยตรง ต้องไปผ่านกระบวนการทางเคมีขัดสีในโรงงานก่อน ล้วนเป็น ' อาหารแปรรูป ' ทั้งสิ้น เช่น คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว ข้าวขาว ขนมปัง น้ำอัดลม ไส้กรอก มันฝรั่งทอด เป็นต้น ซึ่งข้อเสียก็อย่างที่รู้กันว่าเสี่ยงต่อโรคเบาหวานประเภท 2, โรคหัวใจ น้ำหนักพุ่ง และยังส่งผลต่อการย่อยอาหาร ทำให้เกิดแก๊สเกิน ท้องอืด ปวดเกร็งเป็นตะคริวที่ท้อง และปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารอีกมากมาย

    ในชีวิตจริง เราคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปได้ทั้งชีวิต ยังไงก็ต้องเผลอกินเข้าไปบ้าง เน้นสะดวก หรือมีเหตุจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หาร้านอาหารคลีนยากหรือไม่ได้พกอาหารไปเอง จึงควรกินในปริมาณที่เหมาะสม เน้นกินคู่กับอาหารที่ย่อยนาน อิ่มนาน เช่น โปรตีนไร้ไขมันอย่างอกไก่ เนื้อปลา และไขมันชนิดดี เช่น อะโวคาโด เนยถั่วรสธรรมชาติ เป็นต้น เท่านี้ก็ทำให้กระเพาะรับภาระน้อยลงแล้วค่ะ

    4. อาหารรสเผ็ด แซ่บ เปรี้ยว จัดจ้าน

    ข้อนี้ไม่ต้องสืบ อาหารไทยขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องความเผ็ด จัดจ้านเกินใคร แซ่บจนต้องซี้ดปาก ทั้งส้มตำเอย ต้มยำเอย แกงส้มแกงเหลือง แกงกะหรี่ ผัดเผ็ดต่างๆ รวมถึงอาหารที่ใส่เครื่องเทศและผงปรุงรสเยอะๆ เช่น ไก่ทอดรสสไปซี่ ราเม็งรสเผ็ด โจ๊กใส่พริกป่น เหล่านี้ล้วนกระตุ้นให้โรคกรดไหลย้อน อาการแสบร้อนกลางอกกำเริบทั้งสิ้น โดยเฉพาะกินในช่วงเวลาก่อนนอน ใครท้องไส้ไม่ดี มีร้องโอดโอยนอนไม่หลับแน่ ถ้าไม่กินยาลดกรด บอกเลย!

    หากมีงานสังสรรค์ ปาร์ตี้กับเพื่อนๆ หรือไม่มีอาหารชนิดอื่น เผลอกินอาหารรสเผ็ดเข้าไปแล้ว ทางแก้เฉพาะหน้าที่ทำได้คือ ' กินอาหารประเภทนม ' ตามเข้าไป เพื่อบรรเทาอาการแสบกระเพาะ เช่น นมสด ไอศกรีม ชีส โยเกิร์ต สาวๆ คนไหนมีปัญหาย่อยนมยาก หรือย่อยแลคโตสไม่ได้ แนะนำให้กินคอตเตจชีสหรือกรีกโยเกิร์ตแทน เพราะโปรตีนสูง และเบาท้อง ดีต่อระบบย่อยอาหารค่ะ

    5. ผักและผลไม้สด

    แม้เป็นสาวรักสุขภาพ สายเฮลตี้ ไม่กินของแปรรูปเลยก็มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อได้เช่นกัน หากสงสัยว่าทำไม ก็เพราะผักผลไม้สดนี่แหละเป็นเหตุ! สำหรับสาวๆ ที่ระบบย่อยอาหารไม่ค่อยดี การกินผักผลไม้สดๆ ( หรือจริงๆ ก็คือดิบนั่นแหละ ) จะทำให้ลำไส้มีปัญหาได้ เพราะของดิบๆ จะมีปริมาณไฟเบอร์ที่ละลายในน้ำไม่ได้ หรือ insoluble fiber สูงมาก ซึ่งจะเข้าไปในลำไส้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอาการถ่ายเหลว ท้องเสีย มีแก๊สและกรดเกินในกระเพาะได้ง่าย

    ไม่ว่ายังไง สาวๆ ก็ควรกินผักผลไม้เป็นประจำเพื่อสุขภาพที่ดี แต่ใครที่กระเพาะอ่อนแอ ย่อยยาก ก็ปรับการปรุงจากสดๆ นำไปนึ่ง ลวก ต้ม หรือผัดแทน การนำไปปรุงผ่านความร้อนจะช่วยทำให้ไฟเบอร์แตกตัว ย่อยได้ง่ายขึ้น ในส่วนของผลไม้ ก็นำไปคั้นน้ำทำเป็นสมูทตี้แทน เป็นต้น

    6. อาหารทอด หรืออมน้ำมันเยอะๆ

    บทความที่เกี่ยวข้อง
    Content quotation bg
    Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ [email protected]
    Content quotation bg


    ดาวน์โหลดแอพ
    ดาวน์โหลดแอพดาวน์โหลดแอพ
    Icon ranking

    อันดับบทความประจำวัน

    (หมวดสุขภาพ)

    Variety By SistaCafe

    Icon feature 100x100

    Feature

    กิจกรรม SistaCafe