Tenor
Articles etc
อื่น ๆ

#เกรดแบบนี้แม่ด่าแน่! 7 ทริคเจ๋งๆ 'เรียนเพิ่มเกรด' ให้เก่งขึ้น มีประสิทธิภาพ ลุ้นเก็ท A ล้วนทุกเทอม ♡

คะแนนต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนี้ อย่าว่าแต่จะยื่นสอบตรงเลย แค่ยื่นใบเกรดให้ที่บ้านดูยังไม่กล้า ต้องโดนสวดยับแน่เลยเรา T[]T! ต้องรีบปฏิวัติเกรดตัวเองด่วน เดี๋ยวรั้งท้ายเพื่อนไม่รู้ตัว (ಥ﹏ಥ)


» » - - - »
Sistacafe button sharefb
Down

เลือกอ่านตามหัวข้อ

  • [แสดง]
  • [ซ่อน]
    • 1. ปรับมุมมองใหม่ ให้คิดว่าการเรียนเป็น 'มิตร' ไม่ใช่ 'ศัตรู'!

    • 2. เวลาหัวตื้อ คิดงานไม่ออก ทำการบ้านไม่ไหว 'ออกกำลังกาย' ช่วยได้!

    • 3. ตั้งใจเรียนในห้องให้มากขึ้น และหัด 'ถามคำถาม' เมื่อมีข้อสงสัย

    • 4. จัดการสิ่งต่างๆ ในชีวิตให้ดีขึ้น เมื่อชีวิตราบรื่น การเรียนก็จะดีตาม!

    • 5. จดโน้ตเลคเชอร์ในคาบอย่างมี 'เทคนิค' มากขึ้น

    • 6. ค้นหา ’สไตล์การเรียนหนังสือ' ที่เหมาะสมกับตัวเอง

    • 7. หาเวลาวันหยุด และหลังเลิกเรียนเพื่อ 'ทบทวนบทเรียน' บ่อยๆ

     

    ♡ สวัสดีค่ะ สาวๆ SistaCafe ผู้มุ่งมั่นกับการเรียนทุกคน! 

    แม้ประสบการณ์นอกห้องเรียน อย่างการทำกิจกรรม การเข้าค่ายเพื่อสังคม จะสำคัญในการใช้ชีวิตจริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ' เกรดในห้องเรียน ' ก็เป็นส่วนชี้ชะตาอนาคตส่วนนึงของเราเช่นกัน ไม่ว่าจะนำไปยื่นสอบตรง ยื่นผ่านแอดมิชชั่น หรือเกรดในมหาลัยที่สุดท้ายก็ต้องเด่นหราในทรานสคริปต์ ให้ HR พิจารณาเวลาไปสมัครงาน ถ้าเกรดน้อย ก็ยากที่จะเข้าที่ดีๆ ได้ ตัวเลือกเยอะ เขาก็เอาคนเกรดสูงก่อน โลกความจริงหลังเรียนจบมันโหดร้ายกว่าที่เราคิดเยอะค่ะ (。╯︵╰。)

    มีสาวซิสวัยเรียนหลายคนที่ติดเล่นมากไปหน่อย จนเกรดเริ่มตกลง ตกลงเรื่อยๆ ติด F ติดศูนย์หลายเทอมจนที่บ้านด่าเช้าเย็น บางคนเสี่ยงจะถูกรีไทร์หรือซ้ำชั้น บางคนเคยเรียนเก่ง แต่เมื่อขึ้นชั้นยากขึ้น ผลการเรียนก็แย่ลงก็มี บทความนี้จึงขอบอกต่อ ' 7 ทริค เรียนเพิ่มเกรด ลุ้นเก็ท A ทุกวิชา ' รับรองว่านำทริคเหล่านี้ไปใช้ ผลการเรียนของเธอจะดีขึ้น เรียนรู้เรื่องกว่าเดิมอย่างแน่นอน มาทำให้พ่อแม่ชื่นใจกันเถอะค่ะซิส σ(≧ε≦σ) ♡

    1. ปรับมุมมองใหม่ ให้คิดว่าการเรียนเป็น 'มิตร' ไม่ใช่ 'ศัตรู'!

    สิ่งแรกที่ต้องมี ถ้าอยากเป็นคนเรียนเก่งคือ ' ทัศนคติทางบวกต่อการเรียน ' ค่ะ ตราบใดที่เธอมองการบ้าน กองหนังสือ ห้องเรียนเหมือนนรก ถูกส่งไปทรมาน นั่งภาวนาว่าเมื่อไหร่จะหมดคาบ ก็คงยากที่เธอจะเกรดดีขึ้นด้วย mindset แบบนั้น บางคนก็กดดันตัวเอง พอผลเกรดออกมาแย่ ทั้งที่ตั้งใจระดับนึงแล้วก็ร้องไห้เสียใจ มีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้าอีก ถ้าอยากหลุดพ้นเรื่องพวกนี้ ต้องตัดความคิดลบในใจออกไปให้ได้ค่ะ!

    ถามตัวเองอย่างจริงจังว่า " อยากเรียนดีขึ้นไปเพื่ออะไร " แล้วยึดเป้าหมายนั้นเป็นหลัก เช่น อยากเรียนต่อเมืองนอก, อยากเกรดดีให้พ่อแม่ภูมิใจ, อยากยื่นเกรดเพื่อขอทุน etc. มองการเรียนคือเครื่องมือ ทางผ่านสู่การบรรลุเป้าหมายนั้น ดังนั้นเราควรมองการเรียนเหมือนตัวช่วย เป็นฝ่าย support การทำมาหากินในชีวิตของเรา เหมือนเวลาเรามีเพื่อนเพื่อสร้างคอนเนคชั่นนั่นแหละ เมื่อเรามองการเรียนในแง่บวกแล้ว เวลาต้องทำการบ้าน ทบทวนบทเรียนก็จะไม่ฝืนใจ ไม่ทรมาน และไม่ท้อกลางทางค่ะ 

    2. เวลาหัวตื้อ คิดงานไม่ออก ทำการบ้านไม่ไหว 'ออกกำลังกาย' ช่วยได้!

    บางครั้งเวลาเรานั่งอ่านหนังสือ ทำการบ้านบนโต๊ะในท่าเดิมหลายชั่วโมง ก็ย่อมจะเกิดอาการ ' Brain Fog ' หรือสมองตื้อ คิดอะไรไม่ออก เพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมเป็นเวลานาน ใครเจอปัญหานี้อยู่บ่อยๆ เราแนะนำให้เธอไป ' ออกกำลังกาย ' หรืออย่างน้อยก็ยืดเส้นยืดสาย เดินไปมา ขยับแข้งขยับขาบ้าง เพื่อให้เลือดลมสูบฉีดไหลเวียน สมองจะปลอดโปร่งขึ้นทันตาเห็นเลยล่ะค่ะ

    บางคนเติบโตมากับพ่อแม่ที่เข้มงวด โดน ' บังคับ ' ให้นั่งที่เดิมจนกว่างานจะเสร็จ ทำให้เครียด และคิดงานได้ไม่ออกเท่าที่ควร บางคนส่งผลให้เกลียดการเรียนไปเลยทีเดียว งานบางอย่าง โดยเฉพาะที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ จะนั่งอยู่แต่ที่เดิมๆ ก็ยากที่จะได้ไอเดียใหม่ ลุกออกมาออกกำลังกาย เดินเล่น ฟังเพลง ดูคลิปสั้นๆ ให้หัวโล่งๆ บ้าง แล้วค่อยกลับไปอ่านใหม่ เธอจะทำงาน ทำการบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น คอนเฟิร์ม!

    3. ตั้งใจเรียนในห้องให้มากขึ้น และหัด 'ถามคำถาม' เมื่อมีข้อสงสัย

    สาวๆ หลายคนโดยเนื้อแท้แล้วเป็นคนหัวดี ฉลาด แต่เสียแค่ติดเล่น ไม่ค่อยตั้งใจฟังครูสอนในห้อง หลับสัปหงกน้ำลายยืดใส่หนังสือ เม้าท์แตกกับเพื่อน พออ่านเองก็ไม่รู้เรื่อง เลยปล่อยเลยตามเลย เกรดก็ตกตามระเบียบ! ถ้าอยากเรียนได้คะแนนดีขึ้น ต้องเริ่มจากการฟังในคาบให้รู้เรื่องก่อน อย่าจดทุกอย่างบนกระดานเหมือนนกแก้วนกขุนทอง ให้ฟังแล้วสรุปสั้นๆ ค่อยเขียนลงสมุดหรือพิมพ์ลงไอแพด เลคเชอร์ของเธอจะสั้นลง ไม่ต้องเขียนเยอะให้เมื่อยมือด้วยค่ะ

    เธออาจจะใช้ตัวย่อ ลายมือหวัดๆ เพื่อให้จดทัน แต่ต้องแน่ใจว่าเธอจะอ่านออกเมื่อกลับไปอ่านทวนภายหลัง สาวเรียนเก่งบางคนใช้ทริคจดหวัดๆ ไปก่อน แล้วค่อยถอดเป็นเลคเชอร์ลายมือดีๆ อีกรอบที่บ้านเพื่อทบทวนไปด้วยในตัว สุดท้าย อย่ากลัวที่จะถามครูหากไม่เข้าใจในบทเรียน ถ้าไม่กล้ายกมือถาม ก็แอบไปเลียบๆ เคียงๆ ถามนอกเวลาก็ได้ ครูที่ดีจะช่วยอธิบายจนเราเข้าใจ แต่ถ้าเจอครูที่ไม่ค่อยโอเค ก็ถามเพื่อนหัวกะทิ หรือรุ่นพี่ที่เรียนจบมาแล้วก็ได้ หลักๆ คืออย่าปล่อยให้ตัวเองงง ถ้าไม่แก้ความงงตั้งแต่ตอนนี้ พอมีบทเรียนใหม่ๆ เธอจะยิ่งต่อไม่ติด ไม่เข้าใจ สุดท้ายก็สอบตกเหมือนเดิม (--_--)

    4. จัดการสิ่งต่างๆ ในชีวิตให้ดีขึ้น เมื่อชีวิตราบรื่น การเรียนก็จะดีตาม!

    อาจจะดูไม่เกี่ยวกับบทเรียนโดยตรง แต่เชื่อไหมว่า ' การจัดระเบียบชีวิต ' เช่น การจัดของรกๆ ในห้องให้อยู่เป็นที่เป็นทาง ช่วยให้เรียนเก่งขึ้นได้! เคยมีคำกล่าวว่า ห้องส่วนตัวจะบ่งบอกถึงสภาพจิตใจคนอยู่ในขณะนั้น คนที่ห้องรก หนังสือไปทาง เสื้อผ้าไปทาง ก็บอกได้ว่าเธอมีเรื่องหัวหมุน ยุ่งเหยิง หากใช้ชีวิตในห้องแบบนั้นจะยิ่งฟุ้งซ่าน ทำให้อ่านหนังสือได้ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ นึกสภาพว่าจะอ่านวิชาไหนดี ก็ต้องคุ้ยหาหนังสือในกองเสื้อผ้าที มันดูวุ่นวายไปหมด =_=

    เคลียร์สมองให้โล่ง เริ่มจากจัดห้องให้เป็นระเบียบก่อน ถ้ายังไม่มีเวลาทำความสะอาดทั้งห้อง อย่างน้อยก็จัดโซนโต๊ะทำการบ้านให้โล่งๆ วางของที่จำเป็นไว้ให้ครบครัน เช่น โคมไฟ เครื่องเขียน หนังสือเรียน แล็ปท็อป สมุดโน้ต ปฏิทิน ใช้เสร็จก็เก็บเข้าที่เดิมทุกครั้ง เพื่อลดเวลาไปงมหาของ ทำให้เธอโฟกัสกับเนื้อหาในบทเรียนได้มากขึ้นด้วยค่ะ อ้อ! ถ้าต้องนั่งทั้งวัน เก้าอี้ที่ช่วยซัพพอร์ตช่วงหลัง นั่งแล้วนุ่มสบายไม่ปวดหลัง ก็เป็นสิ่งที่น่าลงทุน ใช้ได้ตั้งวัยเรียนยันวัยทำงานที่ต้องนั่งหน้าโต๊ะทั้งวันเลยล่ะค่ะ ถ้ามีงบก็ซื้อเลย!  (´♡‿♡`)

    5. จดโน้ตเลคเชอร์ในคาบอย่างมี 'เทคนิค' มากขึ้น

    บางทีที่เธอเรียนไม่เก่ง ไม่เข้าใจบทเรียนเท่าที่ควร อาจเพราะเธอจดโน้ตเลคเชอร์ไม่ดีเท่าที่ควรค่ะ! อย่างที่บอกไปข้อข้างบนว่า การรีบเขียนแบบหวัดๆ หรือใช้ตัวย่อเต็มไปหมด เวลากลับมาทบทวนอาจมึนตึ๊บ พาลไม่อยากอ่านซ้ำ, ใช้ภาษาทางการที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าบทเรียนจะสื่อถึงอะไร เพราะไม่ได้คิดวิเคราะห์ก่อนจดโน้ต, ใช้ปากกาสีเดิมๆ กับทุกวิชา อ่านแล้วเบลอ, ประหยัดเกินเหตุ จดทุกวิชาในสมุดเล่มเดียว ทำให้อ่านแล้วตีสับสนกับวิชาอื่นได้ เป็นต้น

    เราแนะนำให้มีสมุดเลคเชอร์แยกแต่ละวิชา อย่างน้อยวิชาละเล่ม และใช้ปากกาให้มากกว่า 1 สีเป็นอย่างต่ำ เพราะสีจะกระตุ้นสมองให้จำได้ง่ายขึ้น มีสัก 2-3 สีกำลังดี เพราะสีเยอะไปก็สับสนเช่นกัน พยายามถอดเลคเชอร์ในห้อง คัดลอกใส่สมุดจดอีกรอบด้วยลายมือบรรจง อ่านก่อนจดเพื่อทำความเข้าใจไปด้วย และควรทำทุกวัน ไม่ควรยกยอดเป็นสัปดาห์แล้วมาจดทีเดียว นอกจากเมื่อยมือแล้ว ข้อมูลที่เยอะเกินไปจะทำให้สมอง overload สุดท้ายจำไม่ได้สักวิชา ทำทีละนิด ให้สมองมีเวลาซึมซับจะดีกว่า

    6. ค้นหา ’สไตล์การเรียนหนังสือ' ที่เหมาะสมกับตัวเอง

    บทความที่เกี่ยวข้อง
    Content quotation bg
    Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ [email protected]
    Content quotation bg


    ดาวน์โหลดแอพ
    ดาวน์โหลดแอพดาวน์โหลดแอพ
    Icon ranking

    อันดับบทความประจำวัน

    (หมวดอื่น ๆ)

    Variety By SistaCafe

    Icon feature 100x100

    Feature

    กิจกรรม SistaCafe