81228816 213446119835031 2681906756322133243 n
Articles makeup
ความงาม

ผิวไม่สวย มันมีสาเหตุ! 8 'ความลับของผิว' ต่อความงามและสุขภาพ ที่สาวๆ อาจไม่เคยรู้มาก่อน ✧♡

'ผิวหนัง' คืออวัยวะส่วนหนึ่งในร่างกาย สภาพผิวหนังบ่งบอกอะไรบางอย่างเสมอ ไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่เกี่ยวกับสุขภาพในร่างกาย และบ่งบอกด้วยว่า เราดูแลตัวเองดีแค่ไหน! บางครั้งผิวที่ดูสุขภาพดี อาจเป็นแค่ภาพลวงหลอกตาก็ได้นะ!


» » - - - »
Sistacafe button sharefb
Down

เลือกอ่านตามหัวข้อ

  • [แสดง]
  • [ซ่อน]
    • 1. ผิวหนังของเรา มี 'ความเสียหายจากแสงแดด' ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า!

    • 2. ผิวหนังมีส่วนสำคัญในการ 'กำหนดอุณหภูมิของร่างกาย'

    • 3. กว่าผิวจะผลัดเซลล์ผิวเก่า 'ทั้งหมด' เสร็จสิ้น ใช้เวลาทั้งสิ้นถึง 28 วัน!

    • 4. 'ความเครียดในจิตใจ' ส่งผลต่อสภาพผิวหนังจริงๆ ไม่จ้อจี้!

    • 5. 'สภาพผิวที่เปลี่ยนไป' อาจส่งสัญญาณถึง ปัญหาสุขภาพภายใน!

    • 6. 'ผิวหนังที่หนาขึ้นผิดปกติ' อาจบ่งบอกถึงปัญหาผิวบางอย่าง

    • 7. หากใช้สกินแคร์เหมาะกับผิว ตัวเดียวก็ใช้ได้ 'หัวจรดเท้า' ไม่ต้องแยกส่วนทา!


    สวัสดีค่าา สาวๆ SistaCafe คนน่ารักน่าเลิฟทุกคน (•‾⌣‾•)و ̑̑♡

    ' ผิวหน้า-ผิวตัว ' ถือเป็นหนึ่งในอวัยวะสำคัญของผู้หญิง เพราะเป็นส่วนเพิ่มเสน่ห์ดึงดูดรองจากดวงตา ริมฝีปาก หรือเพิ่มความ ' สวย ' นั่นเอง สังเกตว่าใครที่ผิวดี ผิวเนียนมักได้รับคำชม คำยกย่อง แต่ที่จริงผิวไม่ได้ทำให้เราสวยเท่านั้น แต่ยังกุมความลับไว้อีกหลายอย่างที่สาวๆ อาจไม่เคยรู้มาก่อนค่ะ

    ผิวหนังเป็นแหล่งรวมของเซลล์ผิวหนัง ต่อมไขมัน หลอดเลือดและเส้นประสาทนับร้อยนับพัน ดังนั้นสภาพผิวที่เราเห็นด้วยตาเปล่า มักหมายถึงสัญญาณอะไรบางอย่างในร่างกายเสมอ อยู่ที่เธอจะสังเกตเห็นหรือเปล่าเท่านั้น ผิวยังมีความเชื่อมโยงกับสุขภาพโดยตรงอีกด้วย เพราะเซลล์ภูมิคุ้มกันแบบพิเศษก็มีหน้าที่ต้านอาการภูมิแพ้ผิวหนัง เอาง่ายๆ คือผิวเท่ากับกระจกส่องสุขภาพภายในของเรา ใครที่สงสัยว่าผิวที่เราลูบ สัมผัสอยู่ทุกวัน มีส่วนอะไรกับสุขภาพและความงามของเราบ้าง เพื่อดูแลผิวของตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม ก็เลื่อนลงมาอ่านกันได้เลยค่ะ (๑・ω-)~♥”

    1. ผิวหนังของเรา มี 'ความเสียหายจากแสงแดด' ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า!

    ทุกครั้งเวลาสาวๆ ออกจากบ้าน หรือแม้แต่อยู่ในบ้านแล้วมีแสงแดดลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ล้วนส่งผลเสียกับผิวทั้งสิ้น หากไม่ทาครีมกันแดด SPF สูงๆ ปล่อยผิวให้โดนรังสียูวีตรงๆ เป็นเวลานาน โครงสร้างผิวภายในจะเริ่มเปลี่ยนไป มองจากตาเปล่าอาจจะเห็นไม่ชัดเจน แต่ถ้าถ่ายรูปแบบพิเศษ คือถ่ายด้วยรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต ( UV Photos ) จะเห็นชัดเจนเลยว่า แสงแดดทำลายชั้นผิวข้างในไปเยอะขนาดไหน ที่คิดว่ากันแดดดีแล้ว ถ่ายรูปแนวนี้ไปอาจจะช็อกไปเลยก็ได้!

    หากยังไม่ป้องกันผิวให้ดี การทำลายกัดกร่อนของแดดก็จะทะลุจากชั้นในสู่ชั้นนอก จากที่เห็นแค่ในรูปถ่ายก็จะเริ่มเห็นด้วยตาเปล่า นั่นคือผิวคล้ำเสียจากแดด ผิวไหม้ที่เราเรียกกันนั่นเอง หมอผิวหนังแนะนำว่า ถ้าไม่อยากผิวพังก็ให้ทากันแดดทุกวัน ย้ำว่าทุกวัน! เพื่อชะลอและยับยั้งรังสียูวีไม่ให้เข้าถึงชั้นผิว และใช้ผลิตภัณฑ์ retinoid ในช่วงกลางคืน เพราะเรตินอยด์มีคุณสมบัติรักษาสิว ลดริ้วรอย และเยียวยาผิวที่ถูกทำลายจากแสงแดดค่ะ

    2. ผิวหนังมีส่วนสำคัญในการ 'กำหนดอุณหภูมิของร่างกาย'

    นอกจากผิวหนังจะมีบทบาทเกี่ยวกับการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกายแล้ว ยังทำหน้าที่เหมือน ' ปรอทวัดไข้ที่สัมผัสได้ด้วยมือเปล่า ' เรียกกระบวนการนี้ว่า thermoregulation ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่นไปเล่นกีฬาจนร่างกายร้อนจัด เหงื่อที่ไหลออกมาก็เป็นการปรับให้อุณหภูมิร่างกายสมดุลนั่นเองค่ะ โดยเหงื่อที่ออกตามปกติ อาจปริมาณเยอะสุดได้เกือบๆ 1 ลิตร เพราะผิวหนังของเรามีต่อมเหงื่อเยอะถึง 2-4 ล้านต่อมเลยล่ะค่ะ

    นอกจากเหงื่อแล้ว อีกวิธีที่ร่างกายปรับสมดุลอุณหภูมิคือ ' ขยายหลอดเลือด ' เมื่อร่างกายของเราอุ่นเกินปกติ จะเกิดการขยายหลอดเลือดใต้ผิว ส่งผลให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น กระจายความร้อนทั่วตัวให้ร่างกายเย็นลง ในทางกลับกัน หากอยู่ในที่อากาศหนาว ผิวก็จะทำให้ตัวเองอุ่นด้วยการ ' หลอดเลือดบีบตัว ' เพื่อเพิ่มความดันในเลือดด้วยเช่นกัน ส่งผลให้รูขุมขนกระชับขึ้น เล็กลง จึงไม่แปลกที่คนเมืองหนาวจะดูผิวดีกว่าคนเมืองร้อน แต่หากหนาวไปผิวก็จะบีบตัวมากเกินไปจนเป็นรอยช้ำแดง ดังนั้นอยู่ที่อากาศเย็นนิดๆ หรืออุ่นหน่อยๆ น่าจะดีกับผิวมากที่สุดค่ะ

    3. กว่าผิวจะผลัดเซลล์ผิวเก่า 'ทั้งหมด' เสร็จสิ้น ใช้เวลาทั้งสิ้นถึง 28 วัน!

    หนังกำพร้า ( epidermis ) เป็นหนังบางๆ ชั้นนอกสุดของผิวหนัง มีเซลล์ผิวหนังเก่าที่ตายแล้วสะสมอยู่มากมาย ดังนั้นผิวจะมีการผลัดเซลล์ใหม่ทั้งหมดทั่วร่างในทุกๆ 28 วันค่ะ โดยปกติเซลล์ผิวหนังจะสร้างที่ส่วนล่างสุดของหนังกำพร้า จึงต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ เพื่อขึ้นมาถึงชั้นนอกสุด ที่กลายเป็น ' ขี้ไคล ' นั่นเอง  กระบวนการนี้เกิดขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง แม้ในขณะหลับ ผิวก็ยังผลัดเซลล์ต่ออย่างไม่หยุดยั้ง ง่ายๆ คือผิว ' สครับตัวเอง ' ตลอดเวลาค่ะ

    แต่ถ้าต้องรอร่างกายผลัดเซลล์ผิวเองอย่างเดียว ผิวอาจไม่กระจ่างใสเท่าที่ควร ถ้าอยากมีผิวใสๆ อยู่เสมอ ก็ต้องขัดผิวเองด้วย เลือกใช้สครับจากธรรมชาติ ไม่ผสมสี น้ำหอม และสารเคมีอันตราย สครับควรมีค่าเป็นกรดอ่อนๆ จะขัดได้ผลดีที่สุด ขัดเบาๆ อย่าแรงมาก ผิวจะระคายเคืองได้ แค่ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ก็เกินพอ แต่คนที่มีสิว ผิวผสมหรือผิวมัน ควรเพิ่มเป็น 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เลือก texture นุ่มๆ อย่าใช้สครับที่แข็งหรือแหลม เพราะอาจเกิดรอยฉีกขาดเล็กๆ ในชั้นผิวได้ค่ะ

    4. 'ความเครียดในจิตใจ' ส่งผลต่อสภาพผิวหนังจริงๆ ไม่จ้อจี้!

    ผิวหนังมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับสภาพจิตใจ! ลองสังเกตว่าเวลาเครียดๆ อารมณ์ไม่ดี หรือเศร้าต่อเนื่องติดกันหลายวัน สิวอักเสบก็มา หน้าก็หมอง เครียดทีไรหน้าเละทุกทีไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะความเครียดกระตุ้นให้คอร์ติซอลและโมเลกุลที่ก่อให้เกิดการอักเสบออกมาทั่วร่างกาย ส่งผลให้คอลลาเจนในผิวถูกทำลาย เมื่อคอลลาเจนที่ทำให้ผิวสวย อ่อนเยาว์ ยืดหยุ่นหายไป ผิวก็แห้งกร้าน สิวก็มาเยี่ยมเยียนค่ะ TT

    คนที่มีสิวอาการรุนแรง ส่วนใหญ่จะไม่ได้มาจากเรื่องนอยด์เล็กๆ น้อยๆ ประจำวัน แต่เป็นความเครียดสะสมมาหลายเดือน หลายปี ควรต้องแก้ที่ต้นเหตุ ปรับไลฟ์สไตล์ ชีวิตประจำวันให้ดีขึ้นด้วยการ ' ลดความเครียด ' วิธีที่ดีสุดคือ ออกกำลังกาย โดยเฉพาะโยคะทุกเช้า จะช่วยลดอาการเครียด วิตกกังวล และทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้นค่ะ

    5. 'สภาพผิวที่เปลี่ยนไป' อาจส่งสัญญาณถึง ปัญหาสุขภาพภายใน!

    นอกจากความเครียดที่ส่งผลให้ผิวเสีย สิวบุกแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัย รวมถึงอาการติดเชื้อบางอย่างที่ทำให้สภาพผิวเปลี่ยนไปจากเดิมค่ะ อาการที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าก็เช่น ผื่นแดง อาการคัน รอยแดง ลมพิษ อาการบวม เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่น สิวในผู้ใหญ่ก็มาจากการที่ฮอร์โมนภายในร่างกายปั่นป่วน ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการตั้งครรภ์ หรือภาวะหมดประจำเดือน หรือโรคเกี่ยวกับรังไข่ได้ด้วย ซึ่งเป็นสุขภาพภายในที่มองไม่เห็น แต่ร่างกายฟ้องออกมาให้เราเห็นค่ะ

    ทั้งนี้ยังมีโรคอื่นๆ อีกมากมาย เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคตับ โรคอ้วน โรคมะเร็ง หรือโรคขาดสารอาหาร  ที่มีสัญญาณบ่งชี้ทางผิวหนัง เช่น จุดดำ ไฝ หรือเนื้องอก หากหมอตรวจก็จะพอรู้คร่าวๆ เลยว่าเธอน่าจะป่วยเป็นโรคอะไร โดยเฉพาะโรคมะเร็งเต้านมที่จะเห็นชัดเจนผ่านสี รูปร่าง ลักษณะของเต้านมที่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นมะเร็งที่เห็นชัดที่สุดแล้ว ดังนั้นสาวๆ อย่าลืมเช็คเต้านมของตัวเองทุกเดือนว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ หากเห็นท่าไม่ดีจะได้รีบไปหาหมอนะคะ

    6. 'ผิวหนังที่หนาขึ้นผิดปกติ' อาจบ่งบอกถึงปัญหาผิวบางอย่าง

    บางครั้ง จุดแปลกๆ หรือลักษณะของผิวหนังที่หนาขึ้นอย่างผิดปกติในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ก็เป็นอาการบ่งชี้ว่าเธอมีปัญหาผิวบางอย่าง เช่น ส่วนล่างของเท้าและส่วนส้นเท้า หากผิวหนาขึ้น หรือที่เรียกกันว่า ' ตาปลา ' ก็เพราะเธอเดินมากเกินไปจนผิวหนังต้องสร้างตัวเองให้หนาขึ้นเพื่อปกป้องไม่ให้ฉีกขาดค่ะ

    อีกอาการที่อาจเจอได้คือ ผิวหนังหนาขึ้นบริเวณข้อศอก เพราะชอบท้าวข้อศอกอยู่บ่อยๆ ต่อเนื่องเป็นปี แรงเสียดทานระหว่างพื้นกับข้อศอกก็จะทำให้ศอกหนาขึ้นไปโดยปริยาย หากสาวๆ ดันมีศอกหนาไปซะแล้ว แต่ก็กลัวจะดูไม่สวย ก็แก้ไขได้ด้วยการใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของสารเคมีที่มีฤทธิ์ลอกผิว เช่น กรดแลกติก เพื่อทำให้ผิวส่วนที่หนาบางลง สามารถใช้ได้ทั้งข้อศอก เข่าและข้อเท้า เพราะความแข็งแรงของผิวพอๆ กันค่ะ

    7. หากใช้สกินแคร์เหมาะกับผิว ตัวเดียวก็ใช้ได้ 'หัวจรดเท้า' ไม่ต้องแยกส่วนทา!

    บทความที่เกี่ยวข้อง
    Content quotation bg
    Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ [email protected]
    Content quotation bg


    ดาวน์โหลดแอพ
    ดาวน์โหลดแอพดาวน์โหลดแอพ
    Icon ranking

    อันดับบทความประจำวัน

    (หมวดความงาม)

    Variety By SistaCafe

    Icon feature 100x100

    Feature

    กิจกรรม SistaCafe