83097949 175701550188594 4261718067522371001 n
1582704678 cat health color
สุขภาพ

มึนหัว เพลีย นอยด์! 7 ทริครับมือกับ 'ความเครียด' ให้ตรงจุด สมองสดชื่น ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ✧✧

ในชีวิตประจำวันของเรา มักต้องเจอสถานการณ์ที่เป็นบ่อเกิดของความเครียดอยู่บ่อยๆ ยิ่งเป็น perfectionist พออะไรไม่อยู่ในขั้นตอนที่ควรเป็น หัวนี่ปวดจี๊ดเลย! เป็นแบบนี้เรื่อยๆ ไม่ดีแน่ มารับมือกับภาวะนี้อย่างฉลาดกันดีกว่า


» » - - » - »
Sistacafe button sharefb
Down

เลือกอ่านตามหัวข้อ

  • [แสดง]
  • [ซ่อน]
    • 1. ควบคุม 'ระดับน้ำตาลให้เลือด' ให้สมดุลเสมอ

    • 2. ออกกำลังกายในวันเดิมๆ ของแต่ละสัปดาห์

    • 3. ศึกษา 'นาฬิกาชีวิต' ในการนอนหลับ ที่เหมาะกับร่างกายตัวเอง

    • 4. ดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น ดื่มให้ติดเป็นกิจวัตร

    • 5. อย่าแพลนตารางชีวิตช่วง 'วันอาทิตย์ช่วงเย็น' หนักเกินไป

    • 6. ใช้เวลากับตัวเองเงียบๆ ไร้สิ่งรบกวนบ้าง

    • 7. เรื่องที่ไม่ค่อยสำคัญ 'เลื่อนไปก่อน' หรือให้คนอื่นทำแทนก็ได้

     
    1600356773 stress

    ปีหน้าบ้านเมืองจะเป็นไงนะ เงินเก็บจะหมดแล้วด้วย #เป็นเครียดดด (。T ω T。)


    ฮัลโหลค่า สาวๆ SistaCafe ทุกคน

    รู้นะว่าอารมณ์บ่จอย ไม่งั้นคงไม่เข้ามาดูบทความนี้กันใช่ม้า~ เข้าใจเลย สถานการณ์แบบนี้ ' ความเครียด ' กลายเป็นเรื่องปกติไปซะแล้ว ใครไม่เคยเครียดเลยสิแปลก! ตั้งแต่วัยเรียนก็เครียดว่าจะส่งการบ้าน ปั่นรายงานทันไหม จะสอบติดรึเปล่า พอเรียนจบทำงานก็เครียดกับเนื้องาน บางคนโชคร้ายหน่อยไม่ถูกกับเจ้านาย กับเพื่อนร่วมงานก็เครียดสองต่อ รถติด ฝนตกน้ำท่วมก็เครียด คือความเครียดอยู่ในทุกมิติของชีวิตเราจริงๆ จะบอกให้เลิกเครียดถาวร แน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้ คำถามคือ ' เราจะรู้ทันและจัดการความเครียดยังไง ' ต่างหาก (o˘◡˘o)

    ความเครียดเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ส่งผลได้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต และเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่คิด แค่เราต้องรับมือกับเรื่องไม่คาดฝัน หลายคนก็สติหลุด เครียดจื๊ดขึ้นสมองได้ง่ายๆ ดังนั้นในบทความนี้ เราจึงมาแนะนำ 7 ข้อในการรับมือกับความเครียดอย่างปลอดภัย ใช้ชีวิตอย่างมีสติ พร้อมเผชิญเรื่องที่ทำให้นอยด์ได้ง่ายขึ้น จะมีอะไรบ้างนั้น เราไปดูกันเลยดีกว่า

    1. ควบคุม 'ระดับน้ำตาลให้เลือด' ให้สมดุลเสมอ

    เวลาเราอารมณ์เสียๆ เครียด นอยด์ ลองเช็คตัวเองก่อนว่า ' น้ำตาลในเลือดตกหรือเปล่า ' หากระดับน้ำตาลในเลือดมีปัญหา มันจะส่งผลต่อสุขภาพทันที รวมถึงเกิดความเครียดฉับพลันได้ด้วย! เมื่อเรากินอาหารหรือเครื่องดื่มใดๆ ก็ตามที่มีน้ำตาลมากกว่า 20 กรัมขึ้นไป หรือแป้งขาวทุกชนิด ร่างกายจะรีบนำไปย่อยสลายเป็นพลังงานทันที ซึ่งทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตับอ่อนจะผลิตอินซูลินเพื่อยับยั้งระดับนั้น โดยเก็บสารอาหารในเลือดไว้ในเซลล์ไขมัน กล้ามเนื้อและตับ ทำให้ร่างกายเกิดการ ' เหวี่ยง ' ของน้ำตาลขึ้นนั่นเอง

    นอกจากทำให้กินจุกจิกแล้ว ระดับน้ำตาลที่ไม่สมดุลยังทำให้ความเครียดเพิ่มขึ้น เอาง่ายๆ วันไหนที่เราเครียด เหนื่อยล้า หิว เราจะอยากกิน แต่เมื่อกินแล้วก็มีความสุขแค่ชั่วคราว แล้วก็กลับมาเครียดอีก ดังนั้นวิธีแก้ไขที่ง่ายสุดคือ ' คุมระดับน้ำตาลให้เป็นปกติเสมอ ' กินมื้อเช้าและเที่ยงด้วยอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ เช่น ไข่ เนื้อไก่ เนื้อปลา ผักสด เลี่ยงขนมและเบเกอรี่ทุกชนิด รับความหวานจากผลไม้น้ำตาลต่ำ เช่น แตงโม แอปเปิ้ลแทน ลองปรับอาหารตามนี้ เธอจะรู้สึกว่าหัวโล่งขึ้น เครียดน้อยลง และยังไม่หิวจุกจิกอีกด้วยนะ บอกเลยว่าเริ่ด

    2. ออกกำลังกายในวันเดิมๆ ของแต่ละสัปดาห์

    แน่นอนว่า ' การออกกำลังกาย ' ดีต่อสุขภาพในทุกด้านอยู่แล้ว ( ถ้าออกในระดับปกติ ไม่หักโหมจนเกินไป ) และยังช่วยลดระดับความเครียดอีกด้วย แต่บางคนอาจไม่รู้ว่า ถ้าเธอออกกำลังตอนที่เครียดอยู่แล้วและออกกำลังอย่างเร่งรีบเพราะไม่มีเวลา เธอจะเครียดเพิ่มขึ้น! ดังนั้นควรกำหนดเวลาออกกำลังกายเป๊ะๆ ในแต่ละสัปดาห์ ว่าจะออกช่วงไหน วันไหน เช่น ช่วงเช้า หลังเลิกงาน ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ etc. เพื่อให้ร่างกายชินว่าเวลานี้ต้องออกกำลังนะ ความเครียดจะลดน้อยลงค่ะ

    ทริคคือควรกำหนดเวลาล่วงหน้า ออกก่อนประชุม ออกก่อนปาร์ตี้ เพื่อจะได้ไม่พลาดกิจกรรมไหนไป และยังจัดระเบียบชีวิตได้ ทำให้ไม่พะว้าพะวง ไม่เครียด แต่ทั้งนี้ต้องไม่ขี้เกียจ ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง แต่ไม่ต้องไปออกเยอะเอาเป็นเอาตาย ไม่งั้นจะยิ่งเหมือนทรมานตัวเอง งานก็หนักอยู่แล้วยังออกกำลังหนักอีก ตายกันพอดี! แค่เดินลู่ขำๆ หรือเต้นตามเพลงก็ได้ จุดประสงค์หลักเราคือออกเพื่อสุขภาพ ไม่ได้จะไปแข่งโอลิมปิกอะเนาะ เอาที่เรามีความสุขดีกว่า จะได้ไม่กดดันตัวเองนะคะ

     

    3. ศึกษา 'นาฬิกาชีวิต' ในการนอนหลับ ที่เหมาะกับร่างกายตัวเอง

    แต่ละคนมี ' นาฬิกาชีวิต ' ในร่างกายไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละคนก็มีไลฟ์สไตล์ต่างกัน วงจรการนอนหลับก็ต่างกัน บางคนต้องนอนครบ 8 ชั่วโมงถึงจะทำงานมีประสิทธิภาพ แต่บางคน 6-7 ชั่วโมงก็พอแล้ว บางคนต้องนอนแต่หัวค่ำ ตื่นเช้าถึงหัวไบรท์ แต่บางคนนอนดึกหน่อย ตื่นสายจะสดชื่นกว่า มีงานวิจัยออกมาว่า คนที่ทำงานบริษัท เข้า 9 ออก 5 มักมีแนวโน้มเครียดและเป็นโรคซึมเศร้าได้มากกว่า เพราะคนที่ทำงานเวลานี้ อาจไม่ได้มีนาฬิกาชีวิตเป็น ' คนตื่นเช้า ' ทุกคนนั่นเอง

    หากเธอเป็นคนชอบตื่นเช้า ตี 5-6 โมงเช้าต้องลุกแล้ว ก็ไม่ควรเข้านอนเกิน 3 ทุ่ม จะดีกับสุขภาพมากกว่า ลดความเครียด และยังมีเวลาเหลือไว้ทำนู่นนี่ในตอนเช้าได้อีก แต่ถ้าเธอเป็นสายนกฮูก นอนดึกตื่นสาย ไม่เคยนอนเร็วกว่าเที่ยงคืน ก็ควรมีวันที่เธอได้ชาร์จพลัง ได้นอนตื่นสายเกิน 9 โมงเช้าได้บ้าง อย่างน้อยก็ช่วงเสาร์-อาทิตย์ เพื่อไม่ให้เกิดความเครียดสะสมค่ะ

    4. ดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น ดื่มให้ติดเป็นกิจวัตร

    บอกกันจนปากเปียกปากแฉะ และยังจะบอกต่อไปว่า ' ดื่มน้ำเปล่าให้ติดเป็นนิสัย ' เถอะค่ะ เพราะไม่มีข้อเสียเลย มีแต่ส่งผลดีทั้งกับสุขภาพร่างกาย สุขภาพผิว และยังช่วยลดความเครียดอีกด้วย เพราะน้ำจะเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพของสมอง กระตุ้นให้เราสดชื่น มีพลังงานมากขึ้น ลดความอยากอาหารที่ไม่จำเป็น หัวไบรท์คิดงานง่ายและเร็วกว่าเดิม ไม่เหนื่อยล้า เพราะกระบวนการทุกอย่างในสมอง ต้องใช้น้ำและแร่ธาตุต่างๆ มากมาย

    หากเป็นคนดื่มน้ำน้อย ก็ไม่แปลกที่จะคิดอะไรไม่ค่อยออก หัวตื้อ เมื่อยล้าง่าย ซึ่งจะก่อให้เกิดความเครียดสะสมในที่สุด ทำให้การทำงานหรือผลการเรียนไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้นควรพกขวดน้ำ หรือแก้วใส่น้ำไว้ข้างตัว หรือข้างโต๊ะทำงานเสมอ หมั่นจิบทุกๆ 5 นาที เท่านี้ทั้งสุขภาพ ทั้งระดับความเครียด ก็พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นได้ง่ายๆ ไม่ต้องเสียเงินแพงแล้วค่ะ

     

    5. อย่าแพลนตารางชีวิตช่วง 'วันอาทิตย์ช่วงเย็น' หนักเกินไป

    บทความที่เกี่ยวข้อง
    Content quotation bg
    Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ [email protected]
    Content quotation bg


    ดาวน์โหลดแอพ
    ดาวน์โหลดแอพดาวน์โหลดแอพ
    Icon ranking

    อันดับบทความประจำวัน

    (หมวดสุขภาพ)

    Variety By SistaCafe

    Icon feature 100x100

    Feature

    กิจกรรม SistaCafe